World Today: ประเด็นข่าวต่างประเทศน่าติดตามวันนี้

  • ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ได้แถลงผ่านทางโทรทัศน์ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทั่วประเทศว่า รัฐบาลจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่ก่อเหตุรุนแรงระหว่างการประท้วงทั่วประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ต.ค.) โดยกล่าวว่า “ผู้ที่ทำลายข้าวของต้องจ่ายค่าเสียหาย ผู้ที่ปล้นสะดมต้องชดใช้”

ปธน.มาครงกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเซบาสเตียง เลอกอร์นู จะทำหน้าที่เป็นประธานศูนย์รับมือวิกฤตการณ์ในวันนี้ (19 ต.ค.) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ส่วนในสัปดาห์นี้ รัฐบาลจะทำงานร่วมกับนักเรียน ครู สหภาพการค้า องค์กรนายจ้าง และเจ้าหน้าที่ เพื่อพัฒนาการตอบสนองต่อข้อกังวลของคนหนุ่มสาว

ทั้งนี้ ประชาชนประมาณ 550,000 คนได้เข้าร่วมในการประท้วงทั่วประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันเสาร์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายกลุ่ม ทั้งเกษตรกร นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ สหภาพแรงงาน และนักศึกษา ซึ่งประชาชนเหล่านีน้ได้เรียกร้องในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าครองชีพ การศึกษา ไปจนถึงบริการสาธารณะ

  • สกุลเงินยูโรอ่อนค่าลง 0.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียช่วงเช้าวันนี้ (19 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส รวมทั้งสถานการณ์ตึงเครียดที่ยืดเยื้อระหว่างยูเครนกับรัสเซีย

ประชาชนประมาณ 550,000 คนได้เข้าร่วมในการประท้วงทั่วประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 ต.ค.) โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายกลุ่ม ทั้งเกษตรกร นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ สหภาพแรงงาน และนักศึกษา ซึ่งประชาชนเหล่านีน้ได้เรียกร้องในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าครองชีพ การศึกษา ไปจนถึงบริการสาธารณะ

สกุลเงินยูโรยังถูกกดันจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างยูเครนกับรัสเซีย โดยกองกำลังรัสเซียใช้ปฏิบัติการโจมตีโรงงานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายแห่งในยูเครน ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ได้กล่าวหาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ว่าพยายามกดดันให้ยูเครนยอมจำนนต่อรัสเซีย

  • ผลสำรวจของสำนักข่าวเกียวโดซึ่งเผยแพร่ในวันอาทิตย์ (18 ต.ค.) ระบุว่า คะแนนนิยมของคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ปรับตัวลงสู่ระดับ 49.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยลดลง 4.3 จุดเปอร์เซ็นต์จากเดือนก่อนหน้า ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร

กรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับคาซูโอะ ยานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร มีทั้งประเด็นที่เขากล่าวอ้างว่าได้ตัดลดงบประมาณทำถนนของ 2 เทศบาล เนื่องจากผู้นำท้องถิ่นไม่สนับสนุนเขาในการเลือกตั้ง และกรณีการจัดรถโดยสารฟรีให้ผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมกิจกรรมหาเสียง ซึ่งก่อให้เกิดข้อครหาเรื่องการแทรกแซงงบประมาณเพื่อเหตุผลทางการเมือง และข้อสงสัยเกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง

  • เวียดนามและสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งประกอบด้วยนอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้ลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ณ กรุงฮานอย ในวันอาทิตย์ (18 ต.ค.)

เว็บไซต์ของรัฐบาลเวียดนามระบุว่า เมื่อความตกลงการค้าเสรีมีผลบังคับใช้ ประเทศสมาชิก EFTA จะคงอัตราภาษีนำเข้าไว้ที่ 0% สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมและอาหารทะเลจากเวียดนาม ขณะที่เวียดนามจะทยอยปรับลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าวส่วนใหญ่จากประเทศสมาชิก EFTA ภายในระยะเวลา 11 ปี

นอกจากนี้ สินค้าเกษตรบางรายการ เช่น ชีส กาแฟ และช็อกโกแลต จะได้รับสิทธินำเข้าเวียดนามโดยปลอดภาษีเช่นกัน โดยอาจใช้เวลาสูงสุด 16 ปีในการทยอยปรับลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าว

  • เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นที่ฐานทัพในรัฐแอลเบอร์ตา ทางตะวันตกของแคนาดา ในช่วงเย็นวันเสาร์ (17 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ และกระแสลมแรงทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วเข้าใกล้เขตชุมชน ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ฐานทัพเวนไรต์ (Wainwright) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองเอ็ดมันตัน เมืองหลวงของรัฐแอลเบอร์ตา ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 200 กิโลเมตร ด้านมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาและดาเนียล สมิธ มุขมนตรีรัฐแอลเบอร์ตา กำลังประสานงานกันอย่างใกล้ชิด พร้อมแสดงความห่วงใยต่อทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขณะที่สมิธเปิดเผยว่าเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ “รุนแรงและน่าสลดใจ” พร้อมเสริมว่ามีบุคลากรทางทหารจำนวนมากได้รับผลกระทบ

  • แจ็ก คลาร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งแอนโทรปิก (Anthropic) บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ขีดความสามารถของ AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกสาขาอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยแบบจำลอง AI ภายในของบริษัทประเมินว่า ภายใต้เงื่อนไขบางประการ เทคโนโลยี AI อาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ ได้เกือบ 50% ภายในปี 2573

คลาร์กระบุว่า ตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 44 ล้านล้านดอลลาร์ จากระดับปัจจุบันที่อยู่เหนือ 30 ล้านล้านดอลลาร์เล็กน้อย อาจฟังดูเหลือเชื่อมาก แต่เขาเสริมว่า เทคโนโลยี AI กำลังผลักดันความก้าวหน้าในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างมหาศาล

ทั้งนี้ คลาร์กกล่าวว่า การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า เทคโนโลยี AI จะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า หาก GDP เติบโตได้มากถึงระดับดังกล่าว ตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ก็จะต้องมีอุตสาหกรรมใหม่และนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เช่นนี้

  • กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสมในการทยอยปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ แต่หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด ก็อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดจากระดับที่ควบคุมได้

ศรีนิวาสันให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของ BOJ ควรขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับ โดยการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับที่เป็นกลางต่อเศรษฐกิจถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในขณะนี้

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นก่อนการประชุมนโยบายการเงินครั้งสำคัญของ BOJ ในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ ซึ่งธนาคารกลางอาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่ส่งสัญญาณเข้มงวดทางการเงินมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการคาดการณ์ของตลาดส่วนใหญ่ว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธ.ค.

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรและคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าไปยังรัสเซียและประเทศที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ ขณะที่รัฐบาลพยายามเพิ่มอุปทานน้ำมันดีเซลในตลาดโลกและลดราคาพลังงานภายในประเทศ

ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อช่วงดึกวันศุกร์ (16 ต.ค.) เพื่อระงับการบังคับใช้มาตรการตามกฎหมายเกรแฮม (Graham Act) ซึ่งเขาลงนามเมื่อเดือนที่แล้ว โดยมีเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียจากกรณีรุกรานยูเครน

คำสั่งดังกล่าวกำหนดมาตรการภาษีอย่างเป็นทางการ แต่พักการบังคับใช้ไว้ก่อน ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสามารถนำมาตรการกลับมาใช้ได้ในอนาคต ทรัมป์ระบุว่าได้แจ้งต่อสภาคองเกรสแล้วว่า การยกเว้นมาตรการครั้งนี้เป็นไปเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ

โดย รัตนา พงศ์ทวิช