นายกฯ มั่นใจไทยมีความมั่นคงอาหาร-พลังงาน รับมือโลกผันผวนได้ เดินหน้าสู่สมาชิก OECD-เร่งดึงลงทุนเข้าไทย

นายกรัฐมนตรีระบุไทยมีพื้นฐานด้านอาหารและพลังงานแข็งแรงพอรับมือความผันผวนของโลก พร้อมเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ทั้งการขยายการใช้ไบโอดีเซลเพื่อลดการนำเข้าและเพิ่มรายได้เกษตรกร รวมถึงเร่งยกระดับมาตรฐานเข้าสู่ OECD และดึงทุนเทคโนโลยีเข้าประเทศ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” ถึงสถานการณ์ความมั่นคง เศรษฐกิจ และพลังงานโลกว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานแข็งแรงพอที่จะรับมือความผันผวน พร้อมเปลี่ยนความเสี่ยงของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า การเตรียมความพร้อมด้านอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพในช่วง 72 ชั่วโมงแรกของสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ได้หมายความว่าประเทศกำลังเข้าสู่ภาวะสงครามหรือกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนสินค้า ประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบเตือนภัย การช่วยเหลือ และการเข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

“รัฐบาลจะไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวใดเผชิญภาวะขาดอาหารโดยความช่วยเหลือเข้าไม่ถึง” นายอนุทิน กล่าว

เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ในต่างประเทศจนกระทบระบบห่วงโซ่อาหาร สะท้อนให้เห็นจุดแข็งของประเทศไทยมากขึ้นจากการเป็นแหล่งผลิตอาหารครบวงจร ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าหรือระบบจัดเก็บจากศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว จึงพร้อมต่อยอดความมั่นคงทางอาหารให้เป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ของประเทศ

*ชู B20 ลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ดันปาล์มน้ำมันสร้างรายได้เกษตรกร 

ส่วนสถานการณ์พลังงาน นายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยไม่มีปัญหาเรื่องปริมาณน้ำมันขาดแคลนเนื่องจากมีการกระจายแหล่งจัดหาหลากหลาย แต่สิ่งที่กระทบคือความผันผวนของราคาตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รัฐบาลจึงใช้มาตรการภาษีและขอความร่วมมือจากโรงกลั่น โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 ซึ่งมีผสมน้ำมันปาล์ม 20% ส่งผลให้ราคาถูกกว่าดีเซลทั่วไปเกือบ 10 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ปริมาณการใช้เพิ่มจากวันละประมาณ 5-6 ล้านลิตร เป็นราว 9 ล้านลิตรต่อวัน

นายอนุทิน กล่าวว่า หากการใช้ไบโอดีเซลขยับขึ้นถึงประมาณ 20 ล้านลิตรต่อวัน จากการใช้น้ำมันดีเซลรวมราว 50 ล้านลิตรต่อวัน จะช่วยลดการใช้น้ำมันดิบจากต่างประเทศได้หลายล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นมูลค่าเงินนำเข้าที่ประหยัดได้ระดับใกล้ 100,000 ล้านบาทต่อปี โดยนำเงินดังกล่าวหมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม อ้อย และมันสำปะหลังอย่างยั่งยืน

*เร่งเครื่องไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD 

ไทยกำลังดำเนินกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งต้องปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล การตรวจสอบได้ ความเป็นธรรม และการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยในการประชุม IMF ที่ผ่านมา เลขาธิการ OECD ได้แสดงความมั่นใจว่า หากไทยดำเนินการตามเอกสารที่เสนอและให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง จะสามารถเข้าเป็นสมาชิกได้อย่างแน่นอนในระยะเวลาอันรวดเร็ว แม้กรอบการทำงานที่วางไว้จะอยู่ที่ประมาณ 5 ปี รัฐบาลตั้งใจจะเร่งกระบวนการให้เสร็จเร็วกว่ากรอบดังกล่าว เพราะได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมแล้ว

*เดินหน้า Thailand FastPass ดึงดูดลงทุนทั่วโลก 

รัฐบาลยังเดินหน้า Thailand Fast Track ให้นักลงทุนติดต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นจุดเดียว ลดขั้นตอนการประสานหลายหน่วยงาน พร้อมใช้นโยบายดังกล่าวแก้ข้อจำกัดที่เคยทำให้นักลงทุนเสียเวลา และสร้างความมั่นใจว่าการลงทุนในไทยจะไม่เผชิญการเลือกปฏิบัติ

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการหารือกับผู้บริหาร Google ว่า Google มีความพร้อมลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติม และมองว่าจุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานราคาถูกอีกต่อไป แต่อยู่ที่คุณภาพคนไทยซึ่งสามารถยกระดับทักษะต่อยอดสู่เศรษฐกิจ AI ได้ รวมถึงทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และระบบโลจิสติกส์

“ไม่ให้ AI คุมเรา เราต้องคุม AI นี่เป็นนโยบาย ไม่ให้ AI มาทำให้ประชาชนชาวไทยตกงาน เพราะฉะนั้นเราต้องคุม AI ให้ได้ นักลงทุนที่เข้ามาต้องสร้างการจ้างงานและถ่ายทอดโอกาสให้แรงงานไทย ไม่ใช่เพียงนำเงินทุนเข้ามาอย่างเดียว” นายอนุทินกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นักลงทุนจำนวนหนึ่งที่เริ่มลงทุนในไทยเพียงเฟสแรกหรือเฟส 2 ได้นำแผนขยายไปถึงเฟส 7-8 มาแสดงให้รัฐบาลเห็น สะท้อนความตั้งใจใช้ประเทศไทยเป็นฐานระยะยาว โดยมีเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบกระจายสินค้า และเครือข่ายภูมิภาคเป็นปัจจัยสำคัญ

นายอนุทิน กล่าวว่า โจทย์สำคัญจากนี้คือประเทศไทยต้องไม่สะดุดขาตัวเอง หลังสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนได้แล้ว ท่ามกลางโลกที่ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์กำลังเชื่อมโยงกัน ประเทศที่มีฐานการผลิต มีทรัพยากร และวางกติกาได้มั่นคงจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ

โดย รัชดา คงขุนเทียน