
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ประมาณการว่า เกาหลีเหนือได้ขโมยคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดยการเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่ารายได้จากการจารกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง
โจนาธาน ฟริตซ์ รองผู้ช่วยรัฐมนตรีอาวุโสประจำสำนักงานฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวระหว่างการประชุมสหประชาชาติ (UN) เกี่ยวกับรายงานของทีมตรวจสอบการคว่ำบาตรพหุภาคี (MSMT) เมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) โดยรายงานดังกล่าวระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการละเมิดและหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรของเกาหลีเหนือ ผ่านกิจกรรมทางไซเบอร์และพนักงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
เอกสารของฟริตซ์ซึ่งอ้างอิงจากรายงานของ MSMT แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เดือนม.ค.-เดือนก.ย. 2568 รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ขโมยคริปโทฯ ไปมากกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์ และยอดรวมตลอดทั้งปี 2568 น่าจะสูงกว่า 2 พันล้านดอลลาร์
การประเมินดังกล่าวสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์จาก Chainalysis แพลตฟอร์มข้อมูลบล็อกเชน ซึ่งระบุว่า แฮกเกอร์เกาหลีเหนือจารกรรมคริปโทฯ ไป 2.02 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบรายปี
นอกจากนี้ ข้อมูลจากเอกสารของ MSMT ระบุว่า ตั้งแต่เดือนม.ค. 2567 จนถึงเดือนก.ย. 2568 เกาหลีเหนือจารกรรมคริปโทฯ รวมกันกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์
ทีม MSMT ถูกจัดตั้งขึ้นหลังจากคณะผู้เชี่ยวชาญของ UN ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรถูกยุบไปเมื่อเดือนเม.ย. 2567 เนื่องจากรัสเซียใช้สิทธิยับยั้ง (วีโต้) มติที่จะขยายระยะเวลาการปฏิบัติภารกิจ โดยทีม MSMT ประกอบด้วย 11 ประเทศ ซึ่งรวมถึง เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และแคนาดา
นอกจากนี้ ฟริตซ์ยังชี้ให้เห็นว่า เกาหลีเหนือพึ่งพาเครือข่ายชาวเกาหลีเหนือในต่างประเทศและกลุ่มผู้ให้ความสะดวกในต่างแดน รวมถึงในจีน รัสเซีย กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อฟอกสินทรัพย์ดิจิทัลที่ขโมยมาให้เป็นเงินกระดาษ (fiat currency) เพื่อใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างและสนับสนุนโครงการอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD)
ทั้งนี้ ฟริตซ์ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ส่งคนทำงานด้าน IT จำนวนมากไปต่างประเทศ โดยมีประมาณ 1,000 – 1,500 คนในจีน และ 150 – 300 คนในรัสเซีย ซึ่งคนเหล่านี้มีส่วนร่วมในกิจกรรมฉ้อโกงเพื่อสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลเกาหลีเหนือ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ม.ค. 69)





