
รัฐมนตรีคลังจากประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 เห็นพ้องกันเมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) ให้เร่งลดการพึ่งพาจีนมากเกินไปในด้านแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะแร่หายาก ท่ามกลางความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น
ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นหลังการประชุมที่กรุงวอชิงตัน ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศนอกกลุ่ม G7 หลายประเทศเข้าร่วม อาทิ ออสเตรเลีย อินเดีย และเกาหลีใต้ ท่ามกลางความกังวลว่าจีนจะใช้ความได้เปรียบด้านการแปรรูปแร่หายากเป็นเครื่องมือเชิงอิทธิพลทางการทูตและเศรษฐกิจมากขึ้น
ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ กลุ่ม G7 และประเทศพันธมิตรจะร่วมกันกระจายแหล่งจัดหา และเร่งย้ายฐานกิจกรรมสำคัญกลับสู่ประเทศมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การทำเหมือง การแปรรูป การผลิต ไปจนถึงการรีไซเคิล เพื่อลดจุดเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงเจตจำนงร่วมกันอย่างชัดเจนในการเร่งแก้ไขความเสี่ยงหลักในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ โดยการหารือดังกล่าวมีสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ
กรอบความร่วมมือจะให้ความสำคัญกับการติดตามภาวะขาดแคลนแร่ธาตุสำคัญ และการประสานการตอบสนองต่อความพยายามบิดเบือนตลาดโดยเจตนา
ด้านซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นได้ชี้แจงจุดยืนต่อมาตรการควบคุมการส่งออกของจีน พร้อมถ่ายทอดบทเรียนจากประสบการณ์การเผชิญคำสั่งห้ามส่งออกแร่หายากของจีนเมื่อปี 2553
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีนทวีความรุนแรงขึ้น นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พ.ย. ว่า วิกฤตการณ์ไต้หวันอาจคุกคามความอยู่รอดของญี่ปุ่นจนต้องใช้สิทธิป้องกันตนเอง ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนได้เริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกที่เข้มงวดขึ้นกับญี่ปุ่น ซึ่งอาจครอบคลุมถึงแร่หายากด้วย
ปัจจุบัน จีนครองสัดส่วนราว 70% ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และประมาณ 90% ของกระบวนการถลุงแร่ โดยแร่หายากมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและภาคการป้องกันประเทศ ส่งผลให้การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานกลายเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศพัฒนาแล้ว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ม.ค. 69)





