
อิหร่านกำลังเผชิญวิกฤตการเมืองที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติปี 2522 หลังประชาชนลุกฮือต่อต้านรัฐบาลจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ถดถอย จนลุกลามกลายเป็นเหตุจลาจลนองเลือด ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 2,500 รายแล้ว พร้อมกับเสียงขับไล่ให้ผู้นำสูงสุดลงจากอำนาจ ขณะเดียวกัน ท่าทีแข็งกร้าวและคำขู่จะเข้าแทรกแซงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองอิหร่านวุ่นวายและตึงเครียดยิ่งขึ้น
In Focus สัปดาห์นี้ จึงขอพาผู้อ่านไปเจาะวิกฤตสุดร้อนระอุ พร้อมกับย้อนดูที่มาที่ไปของเหตุการณ์ประท้วงครั้งรุนแรงนี้ เพื่อตอบคำถามที่หลายคนอาจสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นที่อิหร่าน
เศรษฐกิจซบจุดชนวนประท้วงเดือด
เหตุการณ์ประท้วงในอิหร่านปะทุขึ้นจากการนัดหยุดงานของกลุ่มพ่อค้าและเจ้าของร้านค้าในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. อันเป็นผลจากวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่พุ่งสูงต่อเนื่อง หลังสกุลเงินเรียลดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ราว 1.42 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐ ผนวกกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งกว่า 40% ส่งผลให้ราคาสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำมันพืชและเนื้อสัตว์ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ดี ความไม่พอใจของประชาชนได้สะสมมาก่อนหน้านั้น หลังรัฐบาลอิหร่านปรับขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐทั่วประเทศตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค. ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสูงขึ้น และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ
สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมความยากลำบากในการพยุงเศรษฐกิจของรัฐบาล เนื่องจากอิหร่านยังไม่ฟื้นตัวจากสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในหลายเมืองของประเทศ ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ ก็ยิ่งกดดันเศรษฐกิจให้เปราะบางลง
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้นของอิหร่านมีสาเหตุจากหลายปัจจัย นับตั้งแต่การบริหารจัดการที่ย่ำแย่ ไปจนถึงนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนเศรษฐกิจแบบปิดของอิหร่าน รวมทั้งมาตรการของรัฐบาลทรัมป์ในการจำกัดการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน และการทำสงครามกับอิสราเอลในเดือนมิ.ย. ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินจากธนาคารอิหร่านหลายแห่งมาใช้จ่าย
ประท้วงลุกลามทั่วประเทศ ยอดดับพุ่งกว่า 2 พัน
การประท้วงต่อต้านพิษเศรษฐกิจตกต่ำนั้นลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ และเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาล ผู้ชุมนุมเริ่มปรากฏตัวเป็นกลุ่มย่อย ๆ ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคตะวันตกและภาคใต้ของอิหร่าน จนนำไปสู่เหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในหลายจุด
ผู้ชุมนุมบางส่วนมีอาวุธติดตัว แต่ส่วนใหญ่ก่อเหตุในลักษณะทำลายทรัพย์สิน เช่น เผารถยนต์และร้านค้า อีกทั้งยังมีรายงานการโจมตีที่ทำการผู้ว่าราชการจังหวัด ธนาคาร และอาคารของรัฐบาลหลายแห่ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
ข้อมูลจากหน่วยข่าวนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า จนถึงช่วงเช้าของวันที่ 14 ม.ค. ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งถึง 2,571 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ประท้วงอย่างน้อย 2,403 ราย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง 147 ราย นอกจากนี้ ยังมีเด็กเสียชีวิต 12 ราย และพลเรือนอีก 9 รายที่ไม่ได้เข้าร่วมการประท้วง นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 18,100 คน
จากปัญหาปากท้อง สู่การโค่นล้มระบอบปกครอง
แม้การชุมนุมเริ่มต้นจากความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ทรุดหนัก แต่ข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงจำนวนมากได้ขยายไปสู่การต่อต้านรัฐบาลและระบอบการปกครองเชิงศาสนาของอิหร่าน ส่งผลให้คณะผู้ปกครองเผชิญกับความท้าทายรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนทั่วไปกับชนชั้นนักบวชและเจ้าหน้าที่รัฐ ผนวกกับการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวและปัญหาการทุจริต ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ยิ่งกระพือกระแสความไม่พอใจของสังคม โดยกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากตะโกนคำขวัญขับไล่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ขณะเดียวกัน ผู้ประท้วงบางส่วนเรียกร้องให้ฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ พร้อมแสดงการสนับสนุน เรซา ปาห์ลาวี อดีตมกุฎราชกุมารและพระราชโอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้ายแห่งอิหร่าน ซึ่งลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ พร้อมโบกธงชาติอิหร่านในยุคก่อนการปฏิวัติปี 2522
ทั้งนี้ กระแสเรียกร้องประชาธิปไตยและการคัดค้านกฎหมายเข้มงวดของรัฐบาลอิสลามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์การเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี วัย 22 ปี ซึ่งถูกตำรวจศีลธรรมจับกุมในข้อหาสวมฮิญาบไม่รัดกุมในปี 2565 ก่อนเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว ซึ่งจุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศในขณะนั้น
อิหร่านงัดไม้อ่อน–ไม้แข็ง กำราบ “ผู้ก่อความวุ่นวาย”
ในช่วงแรกของการประท้วง รัฐบาลอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมรับฟังเสียงประชาชน ด้วยการประกาศจ่ายเงินช่วยเหลือรายเดือนให้ประชาชนคนละราว 1 ล้านโตมาน เป็นระยะเวลา 4 เดือน เพื่อบรรเทาแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากมองว่ามาตรการดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูง
ขณะเดียวกัน ทางการอิหร่านยังพยายามแยกแยะระหว่าง “ผู้ก่อจลาจล” กับ “ผู้ชุมนุมโดยสงบ” และยังไม่ใช้กำลังเต็มรูปแบบในระยะแรก อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้ละทิ้งแนวทางประนีประนอมในเวลาต่อมา ได้หันมาใช้มาตรการแข็งกร้าวอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ และการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมในหลายพื้นที่
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิหร่านใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนหลากหลายประเภท ตั้งแต่รถฉีดน้ำแรงดันสูงไปจนถึงการใช้กระสุนจริงต่อผู้ประท้วง สอดคล้องกับผลการสอบสวนของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งระบุว่า ในอย่างน้อย 13 เมืองจาก 8 จังหวัด กองกำลังความมั่นคง รวมถึงกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามและตำรวจ ได้ใช้อาวุธสงคราม เช่น ปืนเล็กยาวและปืนลูกซองที่บรรจุกระสุนโลหะ ยิงใส่ผู้ชุมนุม
อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเตือนว่า จะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อกลุ่มที่ก่อความไม่สงบและทำลายทรัพย์สินสาธารณะ พร้อมยืนกรานจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อแรงกดดันจากการประท้วง โดยกล่าวหาว่า ผู้ชุมนุมบางส่วนเป็น “ทหารรับจ้างของต่างชาติ” ที่กระทำการในนามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพของประเทศ
ด้านโกลามโฮเซน โมห์เซนี เอเจอี อัยการสูงสุดของอิหร่าน ระบุว่า ผู้เข้าร่วมการชุมนุมจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และตั้งข้อหาที่อาจนำไปสู่โทษประหารชีวิต พร้อมกำชับศาลไม่ให้แสดงความผ่อนปรนต่อผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ก่อความวุ่นวาย
ล่าสุด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน แถลงเมื่อวันที่ 12 ม.ค. ว่า สถานการณ์ในประเทศอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว โดยระบุว่า กองกำลังรักษาความมั่นคงสามารถควบคุมการประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ
อิหร่านตัดเน็ตทั่วประเทศ สกัดม็อบบานปลาย
นอกเหนือจากการใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วง รัฐบาลอิหร่านยกระดับมาตรการควบคุมสถานการณ์ ด้วยการสั่งตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. เพื่อจำกัดการสื่อสารและการนัดหมายของกลุ่มผู้ชุมนุม ส่งผลให้อิหร่านตกอยู่ในภาวะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกติดต่อกันนานกว่า 5 วัน
กลุ่มเน็ตบล็อกส์ (NetBlocks) ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก รายงานยืนยันผ่านเว็บไซต์ว่า จากการตรวจสอบดัชนีชี้วัดแบบเรียลไทม์ พบว่าเมื่อวัน 8 ม.ค. อิหร่านตกอยู่ในสภาวะอินเทอร์เน็ตล่มทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจากผู้สื่อข่าวสำนักข่าวซินหัวในกรุงเตหะรานที่ระบุว่า สัญญาณอินเทอร์เน็ตในพื้นที่เริ่มถูกตัดขาดตั้งแต่เวลาประมาณ 20.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น (หรือ 23.45 น. ตามเวลาไทย) โดยครอบคลุมทั้งในเขตเมืองหลวงและอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ฟาเตเมห์ โมฮาเจรานี โฆษกรัฐบาลอิหร่านแจงว่า การจำกัดการใช้อินเทอร์เน็ตมีขึ้นด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง และจะยังคงบังคับใช้จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ พร้อมกล่าวโทษสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดความรุนแรงและความไม่สงบภายในประเทศ
ขณะที่ทรัมป์เปิดเผยว่า กำลังเตรียมหารือกับอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทสเปซเอ็กซ์ เพื่อพิจารณาการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) เข้าไปในอิหร่าน เพื่อตอบโต้การตัดขาดการสื่อสารของรัฐบาลเตหะราน
อย่างไรก็ดี มีรายงานว่ากองกำลังความมั่นคงอิหร่านเริ่มปฏิบัติการค้นหาอุปกรณ์รับสัญญาณสตาร์ลิงก์ โดยประชาชนในย่านตอนเหนือของกรุงเตหะรานระบุว่า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นอาคารพักอาศัยหลายแห่งที่มีการติดตั้งจานรับสัญญาณดาวเทียม
รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้อง
ท่ามกลางการประท้วงที่ยังไร้ทางออกตลอด 2 สัปดาห์ ประธานาธิบดีมัสอูด เปเซชกียาน ของอิหร่าน แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ IRIB เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ยืนยันว่า รัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่เป็นชนวนของการประท้วงอย่างเต็มกำลัง
นอกจากนี้ เปเซชกียานยังเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการของรัฐบาลในการดำเนินโครงการปฏิรูปเงินอุดหนุนครั้งสำคัญ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด ส่งเสริมการผลิต และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน พร้อมรายงานความคืบหน้าล่าสุดของโครงการดังกล่าวให้ประชาชนรับทราบด้วย
อย่างไรก็ดี เปเซชกียานขอความร่วมมือให้ชาวอิหร่านหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่จะกลายเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยของประเทศ และเตือนว่าจะไม่มีการผ่อนปรนให้แก่กลุ่มผู้ก่อจลาจลอย่างเด็ดขาด
ทรัมป์ขู่ถล่มอิหร่าน หนุนกลุ่มประท้วง
หลังการประท้วงปะทุขึ้นได้ไม่นาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาขู่จะโจมตีอิหร่านอย่างหนัก หากทางการอิหร่านใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าประชาชนที่ออกมาชุมนุมอย่างสันติ โดยระบุว่า การโจมตีจะมุ่งเป้าไปยังที่ตั้งของรัฐบาล เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้ประท้วง
ทรัมป์เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 ม.ค. ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณายกระดับมาตรการกดดันต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินปฏิบัติการทางทหาร โดยอ้างว่าอิหร่านได้ “ล้ำเส้น” สหรัฐฯ แม้ผู้นำอิหร่านจะพยายามติดต่อเพื่อเปิดการเจรจาก็ตาม
เพียงหนึ่งวันถัดมา ทรัมป์ยกระดับแรงกดดันต่ออิหร่านอีกขั้น ด้วยการประกาศในวันที่ 12 ม.ค. ว่า ประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่านจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ โดยมีผลทันที พร้อมส่งสัญญาณสนับสนุนให้ชาวอิหร่านเดินหน้าการประท้วงต่อไป และระบุว่า “ความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ กำลังจะมาถึง”
ด้านแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับแนวทางการทูตในการจัดการกับอิหร่านเป็นลำดับแรก แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหารหากสถานการณ์บีบบังคับ
ทั้งนี้ ทำเนียบขาวระบุว่า ในวันที่ 13 ม.ค. ทรัมป์จะรับฟังรายงานสรุปจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับทางเลือกในการโจมตีที่หลากหลายขึ้นในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ความไม่สงบในอิหร่าน เช่น การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลผ่านช่องทางออนไลน์ การใช้อาวุธไซเบอร์โจมตีฐานที่ตั้งทางทหารและพลเรือนของอิหร่าน การเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร และการโจมตีทางทหาร
อิหร่านย้ำพร้อมทำสงคราม แต่ไม่ปิดประตูเจรจา
อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกโรงเตือนว่า อิหร่านจะโจมตีฐานทัพทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค หากทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่ที่จะเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในอิหร่านเพื่อสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วง พร้อมกล่าวหาว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลอยู่เบื้องหลังการปลุกปั่นความไม่สงบผ่าน “กลุ่มผู้ก่อจลาจล” ภายในประเทศ
โมฮัมมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน แสดงท่าทีแข็งกร้าวสอดคล้องกันว่า หากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดฉากใช้กำลังทหารต่ออิหร่าน รัฐบาลพร้อมจะเปลี่ยนฐานทัพและสถานที่ราชการของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงอิสราเอล ให้กลายเป็นเป้าหมายโจมตีที่ชอบธรรมทันที
อย่างไรก็ตาม แม้อิหร่านส่งสัญญาณพร้อมรับมือการเผชิญหน้าทางทหาร รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่า เตหะรานยังคงหวังให้สหรัฐฯ เลือกแนวทางการเจรจา แทนการใช้กำลัง โดยอิหร่านพร้อมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจานิวเคลียร์ หากเป็นการพูดคุยที่ปราศจากการข่มขู่หรือการบีบบังคับ แต่ตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ มีความพร้อมสำหรับการเจรจาที่ “ยุติธรรมและเท่าเทียม” หรือไม่
ส่องทิศทางการเมืองอิหร่าน หลังคลื่นประท้วง
เมื่อวันที่ 12 ม.ค. สถานการณ์เริ่มพลิกทิศ หลังประชาชนจำนวนหนึ่งออกมาชุมนุมในหลายเมืองทั่วประเทศ เพื่อแสดงพลังสนับสนุนรัฐบาลและต่อต้านกลุ่มผู้ก่อจลาจล ส่งผลให้ความไม่สงบเริ่มซาลง และความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในระลอกนี้ดูเหมือนจะไม่บรรลุผล แม้การประท้วงรอบล่าสุดจะขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายปี
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้อิหร่านจะเผชิญการประท้วงมาแล้วหลายระลอก แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ขนาด ความรุนแรง และระดับความท้าทายต่ออำนาจรัฐ
คัมราน โบคารี ผู้อำนวยการอาวุโสประจำสถาบันนิวไลน์ส ด้านยุทธศาสตร์และนโยบาย ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วิเคราะห์ว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านอยู่ในภาวะอ่อนแออย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่น่าจะล่มสลายในระยะเวลาอันใกล้ อย่างไรก็ดี สถานการณ์เช่นนี้ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้โดยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงบางประการในอนาคต
ขณะที่พาร์มิดา บาเรซ นักเขียนและนักเคลื่อนไหวเชื้อสายอิหร่าน-แคนาดา มองว่า การที่รัฐบาลอิหร่านเลือกตีตราผู้ประท้วงเป็นผู้ก่อการร้าย และประกาศจะไม่ถอยต่อแรงกดดัน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังรู้สึกถูกคุกคามและเปราะบางมากกว่าที่แสดงออกมา
บาเรซย้ำว่า แม้การใช้ความรุนแรงอาจกดการประท้วงระลอกนี้ลงได้ แต่ไม่อาจกดทับความไม่พอใจที่ฝังรากลึกในสังคมอิหร่านได้ ตราบใดที่ต้นตอของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข การลุกฮือครั้งใหม่จึงเป็นเพียงเรื่องของเวลา ไม่ใช่คำถามว่า “จะเกิดหรือไม่” แต่คือ “จะเกิดขึ้นเมื่อใด”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ม.ค. 69)





