จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายในศูนย์สแกมเมอร์กระทบสัมพันธ์สองชาติ

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระบุว่าเหตุการณ์ชาวจีนสูญหายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์กำลังกลายเป็น “อุปสรรคร้ายแรง” ต่อความสัมพันธ์ของสองประเทศ

นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ได้เข้าพบหารือกับรัฐมนตรีระดับสูงของกัมพูชา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลพนมเปญเพิ่มความเข้มงวดในการกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้อย่างจริงจัง ตามรายงานที่เผยแพร่ผ่านบัญชี WeChat ทางการของสถานทูต

“จีนมีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่พลเมืองจีนจำนวนมากสูญหายหรือถูกอุ้มหายในกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา” นายหวังกล่าว และเพิ่มเติมว่า เคสร้ายแรงส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับชาวจีนล้วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว “ขัดแย้งกับมิตรภาพที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างจีนกับกัมพูชา”

ทางด้านรัฐบาลกัมพูชายืนยันว่ากำลังดำเนินการปราบปรามอุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลของสหประชาชาติ (UN) คาดการณ์ว่ามีผู้ที่ทำงานในธุรกิจนี้อย่างน้อย 100,000 คนในกัมพูชา โดยผู้ที่ทำงานในฐานปฏิบัติการเหล่านี้ มีทั้งผู้ที่สมัครใจเข้าร่วม และกลุ่มชาวต่างชาติที่ถูกหลอกลวงให้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ซึ่งถูกกักขังและบังคับให้ทำงานด้วยการข่มขู่และใช้ความรุนแรง

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จีนได้ยกระดับการไล่ล่าตัวการสำคัญในอุตสาหกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อนำตัวกลับไปดำเนินคดีในแผ่นดินจีน โดยเมื่อต้นเดือนนี้ กัมพูชาเพิ่งส่งตัว เฉินจื้อ มหาเศรษฐีเชื้อสายจีนที่อยู่เบื้องหลังขบวนการสแกมเมอร์ในกัมพูชากลับไปยังประเทศจีน

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประมาณการว่า การฉ้อโกงออนไลน์สร้างความเสียหายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566

อย่างไรก็ตาม องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้ออกมาวิจารณ์รัฐบาลกัมพูชาว่า “จงใจเพิกเฉย” ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นโดยฝีมือของแก๊งอาชญากรรมทางไซเบอร์เหล่านี้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ม.ค. 69)