EU-Mercosur ปิดดีลการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์ หลังเจรจายาวนาน 25 ปี

สหภาพยุโรป (EU) และกลุ่มตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง (Mercosur) ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ณ กรุงอาซุนซิออน เมืองหลวงของประเทศปารากวัย ในวันเสาร์ (17 ม.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดการเจรจาที่ยาวนานถึง 25 ปี เพื่อสร้างหนึ่งในเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ข้อตกลงฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดกำแพงภาษีและขยายขอบเขตการค้าระหว่างสองกลุ่มเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 30% ของโลก และครอบคลุมประชากรกว่า 700 ล้านคน ซึ่งถือเป็นข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดของ EU เท่าที่เคยมีมา โดยสาระสำคัญของสนธิสัญญาจะยกเลิกภาษีศุลกากรให้กับสินค้าในการค้าทวิภาคีมากกว่า 90% และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในสิ้นปี 2569

แม้การเจรจาจะใช้เวลากว่า 25 ปี และเคยหยุดชะงักไปหลายครั้งจากปัญหาการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ข้อพิพาทเรื่องการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการประท้วงจากภาคเกษตรกรรมในยุโรป แต่การลงนามครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับโลก โดยการบรรลุข้อตกลงที่รอคอยกันมาอย่างยาวนานนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีศุลกากรและการข่มขู่ทางการค้าอย่างกว้างขวาง ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศต้องเร่งหาพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้คือรอการรับรองจากสภายุโรป รวมถึงการให้สัตยาบันโดยสภานิติบัญญัติของประเทศสมาชิกกลุ่มเมร์โกซูร์ ซึ่งประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย

พิธีลงนามมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองฝ่ายเข้าร่วม ได้แก่ เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป, อันโตนิโอ กอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากอาร์เจนตินา บราซิล ปารากวัย และอุรุกวัย

ซานติอาโก เปนญ่า ประธานาธิบดีปารากวัย ในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มเมร์โกซูร์ ขอบคุณผู้นำของทั้งสองกลุ่มประเทศสำหรับความพยายามที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า “วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง”

ขณะที่ฟอน เดอร์ เลเยน กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็นการส่ง “ข้อความที่หนักแน่นมาก” ต่อการสนับสนุนการค้าที่เป็นธรรมและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ด้านกอสตากล่าวเสริมว่า “ข้อตกลงนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่หนักแน่นต่อการเปิดกว้าง การแลกเปลี่ยน และความร่วมมือ ซึ่งตรงกันข้ามกับการโดดเดี่ยวตัวเอง การดำเนินนโยบายฝ่ายเดียว และการใช้การค้าเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์”

ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยลดต้นทุนภาษีสินค้าส่งออกของ EU ได้มากกว่า 4 พันล้านยูโร (4.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี โดยสินค้าหลักที่ EU ส่งออกไปยังกลุ่มเมร์โกซูร์ ได้แก่ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์ขนส่ง ในขณะที่สินค้าส่งออกหลักของเมร์โกซูร์คือ สินค้าเกษตร แร่ธาตุ และผลิตภัณฑ์จากป่าไม้

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ม.ค. 69)