จับตา Fund Flow ไหลเข้าไทย รับอานิสงส์ความขัดแย้งฝั่งตะวันตก

บล.เอเซียพลัส ระบุว่า หากสหรัฐและยุโรปขัดแย้งกัน (เช่น สงครามการค้า หรือการกีดกันทางภาษี) สินค้าจากยุโรปจะเข้าอเมริกาแพงขึ้น และสินค้าอเมริกาจะเข้ายุโรปยากขึ้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ที่ราคาถูกกว่าและไม่ถูกกำแพงภาษีโดย ไทย ซึ่งมีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, อาหารแปรรูป) จะกลายเป็นตัวเลือกหลักในการส่งออกสินค้าไปทดแทน โดยมูลค่าการค้าของไทยกับ 2 ประเทศ ดังนี้

– สหรัฐฯ (UNITED STATES): มูลค่าประมาณ 83,019.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (สัดส่วน 12.90%)

– สหภาพยุโรป (EUROPEAN UNION): มูลค่าประมาณ 49,070.60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (สัดส่วน 7.63%)

เมื่อรวมกันแล้ว ตลาด US และ EU มีสัดส่วนประมาณ 20.5% ของการค้าไทย (มูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) มากกว่าจีนที่เป็นคู่ค้าไทยอันดับ 1 เสียอีก ขณะที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) เพราะเรามีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโตและต้นทุนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น หุ้นที่คาดได้ Sentiment เชิงบวกจากประเด็นดังกล่าว คือ กลุ่มนิคม WHA, AMATA กลุ่มชิ้นส่วนฯ DELTA กลุ่มยานยนต์ SAT, AH กลุ่มอาหารแปรรูป CPF, TU, ITC, TFG เป็นต้น

นอกจากนี้ข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ เดินทางจากอเมริกาใต้สู่ตะวันออกกลาง และล่าสุดยุโรปที่ถูกขู่ตั้งกำแพงภาษีเพิ่ม 10% ณ 1 ก.พ. และอีก 25% ณ 1 มิ.ย. กดดันสินทรัพย์เสี่ยงผันผวน แต่เม็ดเงินมีโอกาสโยกมาในตลาดที่ความไม่แน่นอนน้อยกว่า อย่างตลาดเอเชียรวมถึงไทย

ล่าสุด ฝ่ายวิจัยฯ รวบรวมกำไรงวด ไตรมาส 4/68 จาก BLOOMBERG CONSENSUS 204 บริษัท (คิดเป็น 76% ของ MARKET CAP) พบว่ามีโอกาสเติบโตจากฐานต่ำ 99% YoY หนุนกำไรทั้งหมดอาจกลับสู่ภาวะปกติที่ 2.5-2.7 แสนล้านบาท โดยแนวโน้มกำไรงวดไตรมาส 4/68 ที่ดีขึ้นเป็นอีก 1 ประเด็นช่วยหนุนให้ Fund Flow ไหลเข้าต่อได้ แนะหุ้นใหญ่กำไรไตรมาส 4/68 ดี: PTT, BCP, IVL, BDMS, BCH, MTC, CENTEL, SCGP, WHA, PLANB, AP, STECON

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ม.ค. 69)