Smart Green ถอดรหัส…กฎหมายเพื่อความยั่งยืน: Elon Musk เตือน โลกกำลังสร้าง AI เร็วกว่าสร้างไฟฟ้า

บนเวที World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส Elon Musk ได้กล่าวว่า “The Limiting Factor For AI Deployment Is Fundamentally Electrical Power” ประโยคดังกล่าวถูกนำไปถอดความและอ้างถึงอย่างแพร่หลายว่า “ข้อจำกัดที่แท้จริงของ AI ไม่ใช่ชิป แต่คือไฟฟ้า”

สิ่งที่ Musk ต้องการสื่อคือ เขามองว่าโลกกำลังเข้าสู่จุดที่สามารถผลิตและใช้งาน AI ได้เร็วกว่าการผลิตพลังงานไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ และนี่อาจกลายเป็นคอขวดใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การพัฒนา AI ถูกขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลขั้นสูง อัลกอริทึมที่ซับซ้อน และเงินลงทุนมหาศาล แต่ Musk ได้ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ตามไม่ทันคือ การผลิตพลังงาน “ไฟฟ้า” ซึ่งเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่สุดของระบบ AI ตั้งแต่การฝึกโมเดลขนาดใหญ่ไปจนถึงการให้บริการ AI แบบเรียลไทม์ ทุกกระบวนการล้วนต้องพึ่งพาพลังงานอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังความฉลาดของ AI คือ Data Center ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ไม่ต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมหนักที่ใช้ไฟฟ้าอย่างมหาศาล และยังต้องการไฟฟ้าที่มีความเสถียรสูงเพียงพอที่จะรองรับการประมวลผลอย่างไม่สะดุด ความจริงข้อนี้กำลังเปลี่ยนภาพจำของ Data Center จาก “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานพลังงานทางอ้อม” โดยปริยาย

การเปลี่ยนสถานะเช่นนี้ทำให้ Data Center เริ่มเข้าสู่เรดาร์ของการกำกับดูแลด้านกฎหมายและนโยบายสาธารณะ หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า การอนุญาตตั้ง Data Center ควรพิจารณาผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในพื้นที่หรือไม่ ควรกำหนดมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานหรือการใช้พลังงานสะอาดเป็นเงื่อนไขหรือไม่ และรัฐควรมีบทบาทในการจัดลำดับความสำคัญของการใช้ไฟฟ้าระหว่างภาคดิจิทัลกับภาคอุตสาหกรรมอื่นอย่างไร เส้นแบ่งระหว่างกฎหมายพลังงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายดิจิทัลจึงเริ่มซ้อนทับกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในมิติของ ESG คำเตือนของ Musk ทำให้ AI ไม่สามารถถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่ “เป็นกลาง” ได้อีกต่อไป การใช้พลังงานจำนวนมหาศาลของ AI ทำให้ Data Center กลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนทางอ้อมในขอบเขต Scope 2 ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานของ AI ตั้งแต่การผลิตชิป การทำเหมืองแร่หายาก ไปจนถึงระบบแบตเตอรี่ ล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน นักลงทุนจึงเริ่มประเมินความยั่งยืนของบริษัทเทคโนโลยีไม่ใช่แค่จากนวัตกรรม แต่จาก “ต้นทุนพลังงานและคาร์บอน” ที่ซ่อนอยู่ใน AI แต่ละโมเดล

เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการกำกับดูแลการปล่อยคาร์บอนอย่างเข้มข้นขึ้น ประเด็นที่ทวีความสำคัญคงหนีไม่พ้น มาตรการอย่าง Carbon Tax การบังคับเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกลไก CBAM ของสหภาพยุโรป ที่กำลังทำให้ต้นทุนพลังงานของ AI กลายเป็นต้นทุนทางกฎหมายและการค้าโดยตรง ประเทศหรือบริษัทที่ยังพึ่งพาไฟฟ้าจากฟอสซิลในสัดส่วนสูง อาจเสียเปรียบในการแข่งขัน AI ระดับโลก แม้จะมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าก็ตาม

สิ่งที่ Musk สะท้อนโดยนัยคือ การแข่งขันด้าน AI กำลังเปลี่ยนรูปจากการแข่งขันทางเทคโนโลยี ไปสู่การแข่งขันด้านโครงสร้างพลังงานและนโยบายสาธารณะ ประเทศที่มีพลังงานสะอาดเพียงพอ ระบบไฟฟ้าที่เชื่อมโยงและยืดหยุ่น และกรอบกฎหมายที่รองรับ Data Center อย่างชัดเจน จะกลายเป็นศูนย์กลาง AI ของโลกโดยไม่ต้องโฆษณาตัวเองมากนัก ในทางกลับกัน ประเทศที่ละเลยการวางแผนพลังงาน อาจพบว่าศักยภาพด้าน AI ถูกจำกัดโดยปัจจัยที่ดูเหมือนพื้นฐานที่สุด

สำหรับประเทศไทย คำเตือนนี้แปรเปลี่ยนเป็นคำถามเชิงนโยบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไทยต้องการเป็น Digital Hub หรือ AI Hub โครงสร้างพลังงานของประเทศพร้อมรองรับหรือยัง กฎหมายพลังงานและสิ่งแวดล้อมสามารถรองรับ Data Center ขนาดใหญ่ได้เพียงใด และตลาดคาร์บอนของไทยสามารถเชื่อมโยงกับภาคดิจิทัลได้จริงหรือไม่ ประเด็นอย่าง ASEAN Power Grid พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และกรอบ ESG จึงไม่ใช่เรื่องแยกส่วนอีกต่อไป แต่เป็นฐานรากเดียวกันของเศรษฐกิจอนาคต

ในโลกที่ AI ต้องการใช้พลังงานมหาศาล คำพูดของ Elon Musk ทำให้เห็นชัดว่า อนาคตของ AI อาจไม่ได้ถูกกำหนดโดยความฉลาดของอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยความพร้อมของพลังงานไฟฟ้า กฎหมาย และนโยบายคาร์บอนของแต่ละประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.พ. 69)

ข่าวล่าสุด