ครม. ไฟเขียว 8 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 68/69 กางแผนจัดสรรน้ำ 4.6 หมื่นล้านลบ.ม.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 รวม 8 มาตรการ และมอบหมายหน่วยงานดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว โดยรายงานให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ทราบ พร้อมทั้งสรุปผลการดำเนินงานรายงาน ครม.เพื่อทราบต่อไป ตามที่ กนช. เสนอ

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดำเนินการถอดบทเรียนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้งปี 2567/2568 และนำผลการถอดบทเรียนไปวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รวมถึงจัดทำมาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 เพื่อให้บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฤดูแล้ง ตามปฏิทินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

1. กรอบแนวทางการวางแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ดังนี้

1) ด้านประมาณน้ำต้นทุน ได้มีการคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนในเขตชลประทาน และนอกเขตชลประทาน ปริมาณน้ำที่นำมาใช้ได้ และแหล่งน้ำบาดาลตามข้อมูลศักยภาพน้ำบาดาล ซึ่งพบว่ามีปริมาณน้ำต้นทุน ณ วันที่ 1 พ.ย. 68 จำนวน 120,723 ล้านลูกบาศก์เมตร

2) ด้านความต้องการใช้น้ำ ได้มีประเมินความต้องการใช้น้ำรายกิจกรรมการใช้น้ำสำหรับวางแผนจัดสรรน้ำ ประกอบด้วย (1) การอุปโภคบริโภค (2) การเกษตร (3) รักษาระบบนิเวศ (4) อุตสาหกรรม และ (5) พาณิชยกรรม/การท่องเที่ยว โดยให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด โดยได้มีแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ จำนวน 46,983 ล้านลูกบาศก์เมตร และแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งประเทศ จำนวน 15.60 ล้านไร่

3) พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ได้การประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ณ เดือนพ.ย. 68 ซึ่งพบว่ามีพื้นที่คาดว่าจะเสี่ยงในช่วงฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ดังนี้

– ด้านอุปโภคบริโภค ได้พบว่าอยู่ในพื้นที่ในเขตบริการของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) 16 จังหวัด และพื้นที่นอกเขตบริการของ กปภ. (ประปาท้องถิ่น) 25 จังหวัด

– ด้านการเกษตร โดยจากการวิเคราะห์สมดุลน้ำรายตำบล พบว่ามีพื้นที่เสี่ยง 3 จังหวัด และการประเมินโดย Drought Risk Index (DRI) พบว่ามีพื้นที่ 9 จังหวัด

– ด้านคุณภาพน้ำ ได้มีการเฝ้าระวังแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ 22 ลุ่มน้ำ รวมทั้งพื้นที่ในเขตบริการของ กปภ. 5 จังหวัด และพื้นที่ในเขตบริการของการประปานครหลวงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ฝั่งตะวันออก จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ

 

2. มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569 ดังนี้

– มาตรการที่ 1 คาดการณ์ ชี้เป้า และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) ประกอบด้วย

1) ด้านน้ำต้นทุน (Supply) จำนวน 2 มาตรการ ได้แก่

(1) เพิ่มประสิทธิภาพการคาดการณ์ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อบริหารจัดการน้ำได้อย่างต่อเนื่องทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง และจัดทำข้อมูลพื้นที่ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมถึงการประยุกต์ใช้ภาพดาวเทียมในการคาดการณ์ พร้อมทั้งติดตามเฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ตลอดฤดูแล้ง ได้แก่ ด้านอุปโภค บริโภค ด้านการเกษตร และด้านคุณภาพน้ำ

(2) จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางที่มีมาตรฐาน เพื่อใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้แก่ ความต้องการใช้น้ำและแนวโน้มการขาดแคลน แหล่งน้ำ (ผิวดิน/บาดาล) รวมถึงจัดทำแนวทางการรองรับการขาดแคลนน้ำ และการช่วยเหลือ

 

– มาตรการที่ 2 สร้างความมั่นคงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) ได้แก่

(1) พัฒนาระบบประปา ปรับปรุง บำรุงรักษาระบบประปาเดิม และเป่าล้างทำความสะอาดบ่อบาดาล

(2) ซ่อมแซมและเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำแหล่งน้ำเดิม พัฒนาแหล่งน้ำใหม่ และระบบกระจายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำและแหล่งน้ำในจุดที่มีศักยภาพ เช่น ขุดลอกแหล่งน้ำหรือลำน้ำ เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม เจาะบ่อบาดาล

(3) จัดทำแผนปฏิบัติการฝนหลวง รองรับพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ และปฏิบัติการเติมน้ำให้กับแหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำตามสภาพอากาศที่เหมาะสม

(4) จัดทำแผนปฏิบัติการและปฏิบัติการสูบผันน้ำในพื้นพื้นที่ที่มีศักยภาพ

(5) เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และเข้าช่วยเหลือในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำได้ทันสถานการณ์

 

– มาตรการที่ 3 กำหนดแผนจัดสรรน้ำและพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง บริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง)

(1) กำหนดแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน และเกณฑ์ปริมาณน้ำต้นทุนฤดูฝน ปี 2569 ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์เอลนีโญ และลานีญา พร้อมบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามลำดับความสำคัญการใช้น้ำที่คณะกรรมการลุ่มน้ำกำหนด โดยให้คำนึงถึงกิจกรรมการใช้น้ำด้านท้ายน้ำร่วมด้วย เช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น รวมถึงทำแผนปฏิบัติการส่งน้ำ และควบคุมการใช้น้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบนให้เป็นไปตามแผน พร้อมทั้งแจ้งแผนให้กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

(2) กำหนดแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยระบุพื้นที่คาดการณ์เพาะปลูก และแหล่งน้ำที่นำมาใช้ให้ชัดเจนในรูปแบบแผนที่ เพื่อให้การเพาะปลูกสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขการเพาะปลูกพืชพื้นที่นอกแผน และพื้นที่ที่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกได้ โดยมอบหมายหน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

(3) กำหนดแผนและควบคุมการจัดสรรน้ำในพื้นที่ลุ่มที่ 11 ทุ่ง และลุ่มน้ำเจ้าพระพระยา สำหรับการเพาะปลูกเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก พร้อมทั้งจัดทำมาตรการเสริม เพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำเป้าหมาย

(4) สำรวจ ตรวจสอบความมั่นคง คันคลอง เขื่อนป้องกันตลิ่ง ถนนที่เชื่อมต่อกับทางน้ำในพื้นที่ที่อาจจะเกิดการทรุดตัวจากระดับน้ำในทางน้ำที่อาจจะลดต่ำกว่าปกติ

 

– มาตรการที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ประหยัดน้ำ และลดการสูญเสียน้ำในทุกภาคส่วน (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) ดังนี้

(1) สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ ถ่ายทอด เผยแพร่ผลการวิจัยและพัฒนา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตร และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืช เพื่อลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำและเพิ่มรายได้ในพื้นที่ เช่น ปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ

(2) วางแผนการประหยัดน้ำของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์รณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัด และส่งเสริมสนับสนุนให้โรงงานอุตสาหกรรม ใช้ระบบ 3R เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ

(3) ลดการสูญเสียน้ำในระบบประปา และระบบชลประทาน ได้แก่ ลดการสูญเสียน้ำในระบบประปา เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำในระบบชลประทาน โดยการปรับรอบเวรการส่งน้ำให้สอดรับกับปริมาณความต้องการน้ำของพื้นที่ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และจัดทำปฏิทินรอบเวรการส่งน้ำในพื้นที่เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำ

 

– มาตรการที่ 5 เฝ้าระวังและแก้ไขคุณภาพน้ำ (ตลอดฤดูแล้ง) ดังนี้

(1) เฝ้าระวัง ตรวจวัด ควบคุม และแก้ไขคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก และสายรอง แหล่งน้ำที่รับน้ำจากภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และชุมชน รวมถึงปริมาณน้ำระบาย จากทุ่งรับน้ำและพื้นที่น้ำท่วมในช่วงปลายฤดูฝนที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และคุณภาพน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา รวมทั้งเตรียมแผนปฏิบัติการรองรับ กรณีเกิดปัญหาและแจ้งเตือนพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งรายงานผลการแก้ไข คุณภาพน้ำ

(2) สำรวจและจัดทำแผนติดตั้งสถานีตรวจวัดอัตโนมัติเพิ่มเติมในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงปัญหาคุณภาพน้ำ

(3) จัดทำแผนที่เฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ

 

– มาตรการที่ 6 เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน/องค์กรผู้ใช้น้ำ (ตลอดฤดูแล้ง)

(1) เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการน้ำของชุมชน และองค์กรผู้ใช้น้ำที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยสร้างความรู้ความเข้าใจในการวางแผนการใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ การเตรียมจัดหาน้ำสำรอง และการกักเก็บให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้ง รวมทั้งพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำชุมชน และส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำ การใช้ทรัพยากรน้ำร่วมกันระหว่างตำบล และองค์กรผู้ใช้น้ำที่อยู่ใกล้เคียงกัน

(2) เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านเทคนิคในการซ่อมแซม และบำรุงรักษาอาคารบังคับน้ำ เครื่องสูบน้ำ ระบบประปาท้องถิ่น เครื่องจักรเครื่องมืออื่น ๆ

(3) ขับเคลื่อนผ่านกลไกองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยการส่งเสริมองค์ความรู้ แนวคิด วิธีการ การใช้น้ำอย่างประหยัดน้ำ เช่นการจัดทำคู่มือการใช้อย่างรู้คุณค่าและประหยัดน้ำ

 

– มาตรการที่ 7 สร้างการรับรู้ ประชาสัมพันธ์ (ก่อนและตลอดฤดูแล้ง) สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์ สถานการณ์การวางแผนบริหารจัดการน้ำ และการควบคุมการใช้น้ำ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการใช้น้ำอย่างประหยัด และเป็นไปตามแผนที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพการจัดทำแผนประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ

 

– มาตรการที่ 8 ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน (ตลอดและหลังจากสิ้นสุดฤดูแล้ง)

(1) ติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน พร้อมจัดทำระบบการติดตาม มาตรการโดยพัฒนาฐานข้อมูล เช่น พื้นที่เสี่ยง แหล่งน้ำ เครื่องจักรเครื่องมือ และการให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น ในรูปแบบออนไลน์ หน่วยงานรายงานผล /การให้ความช่วยเหลือ และหากพบการขาดแคลนน้ำหรือภัยแล้งให้รายงานมายัง สทนช. เละคณะกรรมการลุ่มน้ำ

(2) ประเมินผลงานตามมาตรการ พร้อมสรุปบทเรียน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)