หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์รอดูหน้าตารัฐบาลใหม่ คลายกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์ในกรอบ โดยตลาดตอบรับปัจจัยผลการเลือกตั้งไปพอสมควร และรอความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯออกมาสูงกว่าคาด ทำให้คลายกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอไปบ้าง แต่ส่งผลให้การคาดการณ์ลดดอกเบี้ยของเฟดชะลอไป และ Bond Yield ปรับขึ้น พร้อมให้แนวต้าน 1,420 จุด แนวรับ 1,400 จุด

นางสาววราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์ในกรอบ โดยที่ตลาดรับปัจจัยผลการเลือกไปมากพอสมควรแล้ว ประกอบกับ ยังรอความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล

ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานอกภาคการเกษตรเดือน ม.ค.ของสหรัฐฯเมื่อคืนนี้รายงานออกมาสยังคงแข็งแกร่ง และออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดทำให้ตลาดคลายกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯไปได้บ้าง แต่ในส่วนของการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะมีการชะลอออกไป ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐ 10 ปี ปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นอยู่บ้าง

โดยให้แนวต้าน 1,420 จุด แนวรับ 1,400 จุด

 

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

 

– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (11 ก.พ.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,121.40 จุด ลดลง 66.74 จุด หรือ -0.13%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,941.47 จุด ลดลง 0.34 จุด หรือ -0.01% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,066.47 จุด ลดลง 36.01 จุด หรือ -0.16%

– ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้า ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 57,864.74 จุด เพิ่มขึ้น 214.20 จุด หรือ +0.37% ก่อนที่จะพุ่งขึ้นทะลุระดับ 58,000 จุดเป็นครั้งแรก เนื่องจากนักลงทุนกลับมามีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศและวาระทางเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,136.99 จุด เพิ่มขึ้น 5.01 จุด หรือ +0.12% และดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 27,210.56 จุด ลดลง 55.82 จุด หรือ -0.20%

– ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (11 ก.พ.) 1,411.70 จุด เพิ่มขึ้น 1.26 จุด (+0.09%) มูลค่าซื้อขาย 59,975.65 ล้านบาท

– นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ (11 ก.พ.) 1,076.90 ล้านบาท

– ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. (11 ก.พ.) เพิ่มขึ้น 67 เซนต์ หรือ 1.05% ปิดที่ 64.63 ดอลลาร์/บาร์เรล

– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (11 ก.พ.) อยู่ที่ 6.73 เหรียญ/บาร์เรล

– เงินบาทเปิด 31.02 อ่อนค่าเล็กน้อย แกว่งแคบ คาดกรอบวันนี้ 30.90-31.10

– จับตา MSCI Rebalance รอบถัดไปวันที่ 12 พ.ค. 69 ลดน้ำหนักตลาดหุ้นอินโดนีเซีย คาดมีเงินไหลออกกว่า 6 หมื่นล้านบาท บวกกับ FTSE มีโอกาสลดน้ำหนักหุ้นอินโดฯ ตาม MSCI ทำให้เงินไหลออกเพิ่ม สร้างผลเชิงบวกต่อหุ้นไทย ส่วน MSCI Rebalance รอบล่าสุด ถอด CPAXT จาก Global Standard

– นักลงทุน VI ฉายภาพตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง “เซียนมี่” มองบวก เสถียรภาพดึงเม็ดเงินต่างประเทศเข้าไทยและกระตุ้นให้ GDP โตต่อเนื่อง เปิดสูตรสาย VI ดักรอที่หุ้นแถว 2 ค่า P/E ต่ำปันผลสูง ขณะที่ “ดร.นิเวศน์” ขอรอลุ้นหน้าตา ครม. ใหม่ หากไม่ดีพร้อมขายหุ้นไทยออกเพื่อไปกระจายการลงทุนในหุ้นโลก

– ธปท.เปิดเฮียริ่ง 2 ประกาศคุมเข้มธุรกรรมเงินสด ยกระดับพิสูจน์ตัวตนจากการทำธุรกรรมการเงิน ตามความเสี่ยงสูงลูกค้า ปิดช่องแบงก์ ใช้เป็นช่องทางเคลื่อนย้าย ซุกซ่อนจากเงินที่กระทำความผิด ชี้พบอาชญากรรมทางการเงินสูงขึ้นต่อเนื่องช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา หวั่นกระทบเชื่อมั่นกระทบเสถียรภาพการเงินในระบบ

– ฟิทช์ เรทติ้งส์ ชี้เสถียรภาพรัฐบาลผสมนำโดยภูมิใจไทย เป็นปัจจัยสำคัญต่ออันดับความน่าเชื่อถือของไทย เตือนการต่อรองของรัฐบาลผสม กระทบแผนการคลังปี 2570-2573 ฉุดสมดุล การคลัง ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจชี้ชะตาอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ “เอกนิติ” ยืนยันไม่ประชานิยม ยึดวินัยการคลัง “นักวิชาการ” ส่งสัญญาณเตือนการกู้ของรัฐบาลใหม่ แนะเพิ่มฐานผู้เสียภาษี

– “เวิลด์แบงก์” คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โตแค่ 1.6% จากการค้าโลกชะลอหนี้ครัวเรือนสูง ก่อนฟื้น 2.2% ในปี 70 ขณะที่ “คลัง” ลุ้นเข็นขยับเกิน 2% ไม่ห่วงสุญญากาศ 6 เดือนตั้งรัฐบาลใหม่ เร่งอัดมาตรการรองรับเต็มสูบ

– กทพ.เร่งเครื่องสร้าง “ทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย” วงเงิน 7.4 หมื่นล้าน เตรียมชง ครม.ใหม่ไฟเขียว ปักธงตอกเสาเข็มปี 2572 คาด พร้อมเปิดบริการปลายปี 2576 หนุน เดินทางท่องเที่ยวภาคใต้

– “พาณิชย์” กางยอดปี 68 ต่างชาติหอบเงินลงทุนไทยกระหึ่ม 3.24 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี พร้อมประเมินแนวโน้มปี 69 ยอดยังโตต่อเนื่อง รับความเชื่อมั่นศักยภาพไทยแกร่งจากระบบโครงสร้างพื้นฐานทันสมัย

– ม.หอการค้า คาดตั้งรัฐบาลได้ภายใน 1 เดือน ดันเศรษฐกิจฟื้นไตรมาส 3 ส่วนตรุษจีนปีนี้เชื่อคึกคัก เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้าน สูงสุดรอบ 6 ปี

 

หุ้นเด่นวันนี้

 

– ERW (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.40 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 4/68 ที่ 352 ลบ. +363% q-q ,-5%y-y จากรายได้ธุรกิจโรงแรมทุกตลาดดีขึ้น คาดรายได้เติบโตแกร่ง q-q จาก High Season และทรงตัว y-y หนุนจาก RevPar ที่ +31%q-q และ -4%y-y รายได้ Hop Inn ยังโต +21%q-q, +18y-y จากการเปิดโรงแรมใหม่ มองเชิงบวกแนวโน้มไตรมาสไตรมาส 1/69 คาดเพิ่มขึ้นทั้ง q-q, y-y อานิสงส์นักท่องเที่ยวเร่งตัว โดยเฉพาะตั้งแต่ ก.พ.เป็นต้นไป คาดกำไรปกติฟื้น +13%y-y ในปี 69 ราคาหุ้นเทรด PER เพียง 15 เท่า -1.5 SD จากค่าเฉลี่ยในอดีต

– TLI (เมย์แบงก์) เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 13.50 บาท Bond yield 2 ปี ของสหรัฐปรับตัวขึ้น 6 bps หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรไปจนถึงอัตราการว่างงานดีกว่าคาด ส่งผลให้มูลค่าหนี้สินลดลงเร็วกว่าสินทรัพย์ TLI -4.2% WoW ให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดใน SET100 ซึ่งให้ผลตอบแทน +5.3%WoW ขณะที่ Valuation ยังคงน่าสนใจ P/EV’69 เพียง 0.63x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตัวเองที่ 0.75x

– KLINIQ (คิงส์ฟอร์ด) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/68 ที่ 108 ล้านบาท (+9%YoY , +37%QoQ) โดย รายได้ยังคงโตได้ดีต่อเนื่องทั้งจากจำนวนสาขาที่สูงขึ้นและ SSSG คาดเป็นบวก YoY(high single digit ถึง lowteens) ส่งผลให้ปัจจัยบวกมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยกดดันในด้านค่าใช้จ่ายจากการเปิดสาขาใหม่และ Impairment จากการปิดสาขา ส่วนปี 69 บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างชาติ 15-20%(จากเป้าปี 68 ที่ 10%) Format/ใหม่ๆ เช่น Acne Lab จะช่วยหนุนมาร์จิ้น คาดขยาย 10-15 สาขา(จากสิ้นปี 68 ที่ 82 สาขา) โดยไตรมาส 1/69 จะเปิด L’Clinic ราว 3 แห่ง ปัจจุบัน ประมาณการณ์กำไรสุทธิ ปี68 และ ปี69 อยู่ที่ 361 ลบ.( +12%YoY) และ 426ลบ.(+18%YoY)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)