
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา “นักลงทุนต่างชาติ” มักถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายในสายตานักลงทุนไทยบางกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก ภาพจำคือเงินฝรั่งไหลออก พร้อมเสียงบ่นถึง Robot, Algo และ HFT ว่าเป็นตัวเร่งให้หุ้นร่วงเร็ว แรง แต่ภาพเหล่านั้นดูเหมือนจะถูกลบเลือนไปชั่วคราวในรอบนี้
เมื่อกระแสเงินทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้ามาอย่างชัดเจน จนช่วยผลักดันดัชนีของตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นเกือบ 200 จุดในเวลาไม่นาน พร้อมมูลค่าการซื้อขายที่ทะลักในระดับที่หลายคนถึงกับ “ตกใจ”
ตั้งแต่ต้นปี ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นแล้วราว +14.78% ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (ADV) เพิ่มขึ้นมาอยู่แถว 52,333 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดไม่ได้ฟื้นแค่ในเชิงราคา แต่สภาพคล่องก็กลับมาอย่างจริงจัง โดยเบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือบทบาทของ Program Trading หรือ Robot Trade ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนราว 50% ของมูลค่าซื้อขายทั้งตลาด
ตัวเลข YTD แสดงให้เห็นว่า มูลค่าการซื้อขายรวมของตลาดอยู่ที่ประมาณ 1.613 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็น Program Trading ถึง 0.81 ล้านล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งตลาด และหากย้อนกลับไปดูปีที่แล้ว ภาพแทบไม่ต่างกัน โดย Program Trading อยู่ที่ 4.96 ล้านล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวม 9.79 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 50.6%
เมื่อเทียบย้อนหลัง ปี 2024 Program Trading อยู่ที่ 4.68 ล้านล้านบาท จากมูลค่าซื้อขายรวม 11.34 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 41% และในปี 2023 (มีข้อมูลตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน) Program Trading อยู่ที่ 0.48 ล้านล้านบาท เทียบกับมูลค่าตลาด 1.20 ล้านล้านบาท หรือราว 40% ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนชัดว่า ตลาดหุ้นไทยค่อย ๆ ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลับมาแตะระดับใกล้ 50% อีกครั้งในรอบปัจจุบัน
บรรยากาศตลาดจึงเปลี่ยนจากความระแวงเป็นความคึกคักอย่างรวดเร็ว จากวันที่นักลงทุนรายย่อยเคยนั่งมองกราฟด้วยความกังวล กลายเป็นวันที่กระดานหุ้นเต็มไปด้วยสีเขียว หุ้นขนาดใหญ่ถูกไล่ซื้อพร้อมกัน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและบลูชิพหลัก
ภาพของ Robot-Algo-HFT ที่เคยถูกมองว่าเข้ามา “เอาเปรียบ” คนไทย เริ่มถูกแทนที่ด้วยมุมมองใหม่ว่า ระบบเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือที่เคลื่อนตามกระแสเงินทุน และเมื่อฝรั่งกลับมาเป็นฝั่งซื้อ มันก็กลายเป็นพลังขับเคลื่อนตลาด แทนที่จะเป็นตัวถ่วง
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ อารมณ์ของตลาดเปลี่ยนไปตามทิศทางเงินทุน จากเดิมที่ทุกการย่อตัวมักถูกตีความว่าเป็นสัญญาณลบ แต่ในรอบนี้ การปรับขึ้นแรงกลับถูกมองว่า เป็นการกลับมาของความเชื่อมั่น
นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มพูดถึงเม็ดเงินต่างชาติในฐานะพระเอก มากกว่าผู้ร้าย เพราะนอกจากจะดันดัชนีแล้ว ยังพาวอลุ่มกลับเข้ามา เติมสภาพคล่องให้ตลาด และปลุกความหวังเรื่องรอบขาขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังความคึกคักนี้ก็สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งของตลาดหุ้นไทย นั่นคือ กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงมีอิทธิพลสูงต่อจังหวะตลาดในระยะสั้น เมื่อฝรั่งซื้อ ตลาดก็สดใส เมื่อฝรั่งขาย ตลาดก็ซึมทันที ความสัมพันธ์แบบนี้ทำให้บทบาทของนักลงทุนต่างชาติยังทรงอิทธิพลต่อทิศทางตลาดโดยรวม และทำให้มุมมองต่อ Robot หรือ Algo เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ มากกว่าจะยึดตามคำบอกเล่า หรือข่าวลือที่ไร้หลักฐาน
ในเชิงโครงสร้าง บทบาทที่สำคัญที่สุดของ Robot-Algo-HFT คือการเป็นตัวเร่งการเคลื่อนไหวของราคา ระบบเหล่านี้ไม่คิดเชิงอารมณ์ ไม่ลังเล และไม่รอข่าวจากโซเชียล แต่ทำงานจากโมเดลคณิตศาสตร์ สัญญาณทางเทคนิค และกระแสเงินทุน เมื่อมีเม็ดเงินก้อนใหญ่จากนักลงทุนสถาบันหรือฝรั่งไหลเข้ามา มันจะตรวจจับได้แทบจะทันที แล้วเข้าซื้อซ้ำในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ราคาหุ้นและดัชนีพุ่งเร็ว แรง และต่อเนื่องกว่าสมัยที่ตลาดขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ หรือมาร์เก็ตติ้ง เป็นหลัก
พูดให้ง่าย ฝรั่งคือต้นน้ำของเงินที่ไหลเข้า ส่วน Robot-Algo-HFT คือ “เครื่องขยายเสียง” ทำหน้าที่เร่งตอบสนองให้ราคาสะท้อนทิศทางเงินทุนได้รวดเร็วขึ้น
ถ้าเงินเข้ามา มันจะช่วยขยายขาขึ้น
ถ้าเงินไหลออก มันก็จะขยายขาลงเช่นกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในช่วงตลาดเป็นขาขึ้น ดัชนีสามารถวิ่งทีละหลายสิบจุดในเวลาอันสั้น และวอลุ่มเพิ่มขึ้นแบบผิดปกติ เพราะระบบอัตโนมัติเหล่านี้จะไล่ราคาตาม momentum พร้อมกันเป็นจำนวนมาก
อีกบทบาทหนึ่งที่คนมักมองไม่เห็นคือการสร้างสภาพคล่อง HFT จำนวนมากทำหน้าที่เสมือน market maker วาง bid-offer ตลอดเวลา ทำให้ตลาดมีทั้งฝั่งคนรับซื้อและคนขายอยู่เสมอ แม้ในหุ้นบางตัวที่รายย่อยไม่ค่อยเทรด ด้านนี้ช่วยให้สเปรดแคบลง ซื้อขายง่ายขึ้น และคำสั่งจับคู่เร็วขึ้นมากในวันที่ตลาดปกติ
ขณะเดียวกัน Robot และ Algo ยังทำหน้าที่จัดสมดุลพอร์ตให้กองทุนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการปรับน้ำหนักประเทศ การ rebalancing ดัชนี หรือการโยกเงินตามปัจจัยมหภาค เมื่อโมเดลชี้ว่าประเทศหนึ่งเริ่มน่าสนใจกว่าอีกประเทศ เงินจะถูกโยกแบบอัตโนมัติ และ Robot จะเป็นผู้ดำเนินการจริงในตลาด ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมบางครั้งหุ้นทั้งกลุ่มขึ้นพร้อมกัน หรือทั้งตลาดลงพร้อมกันโดยไม่มีข่าวรายตัวชัดเจน
สิ่งที่นักลงทุนไทยจำนวนมากเข้าใจผิดคือการมอง Robot-Algo-HFT เป็น “ผู้ร้าย” ที่มาเอาเปรียบรายย่อย แต่ในความเป็นจริง ระบบเหล่านี้ไม่มีฝั่ง ไม่มีสัญชาติ และไม่มีอคติ มันเพียงแค่ “ทำตามเงิน” และ “ทำตามโมเดล” เท่านั้น วันที่ฝรั่งขาย มันก็ช่วยเร่งขาลง วันที่ฝรั่งซื้อ มันก็ช่วยดันตลาดขึ้นแรงอย่างที่เห็นในรอบนี้
เมื่อเข้าใจกลไกนี้แล้ว สิ่งแรกที่รายย่อยต้องยอมรับคือ เราไม่สามารถแข่ง “ความเร็ว” กับระบบเหล่านี้ได้อีกต่อไป บทบาทของ Robot ไม่ใช่การคิดแทนคน แต่คือการขยายทิศทางของเงินให้เร็วและแรงขึ้นกว่าเดิม กลยุทธ์จึงต้องเปลี่ยนจากการพยายามเอาชนะ Robot มาเป็นการอ่านกระแสเงิน และเดินตามมันให้ทัน
ความผิดพลาดที่พบบ่อย ยังยึดกับภาพตลาดแบบเก่า แต่ในตลาดที่ Robot มีสัดส่วนการซื้อขายสูง ราคาไม่ได้ค่อย ๆ ไต่หรือค่อย ๆ ลงอีกต่อไป มันมักจะวิ่งเป็นช่วงยาวตาม momentum เมื่อ fund flow เลือกทิศ ระบบอัตโนมัติก็จะไล่ตามทันที
รายย่อยที่พยายามสวนเทรนด์จึงมักรู้สึกว่าตลาดโหด ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นเพียงกลไกของยุคใหม่ ทางรอดคือ การเล่นตามเทรนด์ ประเมินแนวโน้มกระแสเงินทุนและบริหารความเสี่ยงให้ตนเอง รอให้ทิศทางชัด แล้วค่อยเข้า ไม่จำเป็นต้องได้ราคาต่ำสุดหรือขายได้สูงสุด แค่เกาะขาขึ้นให้ได้รอบใหญ่ก็เพียงพอ
ทั้งนี้ บทเรียนสำคัญคือ Robot-Algo-HFT ไม่ใช่ต้นเหตุของทิศทางตลาด แต่เป็นตัวขยายทิศทางนั้นให้ชัดและเร็วขึ้น สำหรับรายย่อย
สิ่งที่ควรโฟกัสไม่ใช่การต่อต้าน Robot แต่คือการอ่าน กระแสเงินหลัก ให้ออก เพราะเมื่อ fund flow เลือกทิศ ระบบอัตโนมัติจะเดินตามทันที และใครที่ยืนผิดฝั่งมักจะรู้สึกเหมือนตลาดโหด ทั้งที่จริงแล้วมันเป็นเพียงกลไกของตลาดยุคใหม่เท่านั้นเอง
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)





