AAV กางปีกรับปี 69 ดันเป้าผู้โดยสาร 23.5 ล้านคน ปั๊ม EBITDA Margin 20% รับอานิสงส์น้ำมันนิ่ง-ฐานะแกร่ง

บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น [AAV] คาดการณ์ว่าในปี 69 จะขนส่งผู้โดยสารจำนวน 23.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีจำนวน 21 ล้านคน โดยตั้งเป้าอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) ไว้ที่ 85% จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 83% ทั้งนี้คาดว่ารายได้จากการขายและบริการจะเติบโตในระดับ 7-9% (High-single digit) โดยมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารและรายได้จากบริการเสริม แม้แนวโน้มค่าโดยสารเฉลี่ยจะยังคงทรงตัว

ในขณะเดียวกัน บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการปรับปรุงกระบวนการทำงานในหลากหลายส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน นอกจากนี้บริษัทยังคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากต้นทุนน้ำมันและค่าธรรมเนียมสนามบินที่ลดลง ตามแนวโน้มราคาน้ำมันที่ทรงตัวและปริมาณที่นั่งเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ลดลง

โดยภาพรวม บริษัทตั้งเป้าหมายอัตรากำไร EBITDA ไว้ที่ 20% เพิ่มขึ้นจาก 17% ในปีก่อน ทั้งนี้ จากการปรับโครงสร้างของ Capital A ที่ใกล้เสร็จสิ้น บริษัทคาดว่าการชำระยอดคงค้างกับกิจการที่เกี่ยวข้องกันจะมีความคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมฐานะทางการเงินของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 69 ไทยแอร์เอเชีย เตรียมเพิ่มเครื่องบินอีก 5 ลำในช่วงครึ่งหลังของปี โดยปริมาณที่นั่งส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นจะนำไปให้บริการในตลาดภายในประเทศ ส่งผลให้สัดส่วนปริมาณที่นั่งภายในประเทศตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 70% จาก 66% ในปีที่ผ่านมา สำหรับสัดส่วนปริมาณที่นั่งระหว่างประเทศแม้จะลดลงเหลือ 30% แต่ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียใต้บริษัทยังเล็งเห็นโอกาสในการเพิ่มจำนวนที่นั่งได้มากกว่าปีก่อน ส่วนที่เหลือจะจัดสรรไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเน้นประเทศจีนและเส้นทางสิทธิการบินที่ 5 (Fifth-freedom)

ขณะเดียวกัน ด้วยส่วนแบ่งการตลาดผู้โดยสารภายในประเทศที่แข็งแกร่งในปัจจุบันถึง 41% ไทยแอร์เอเชียยังคงมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการบริการและความน่าเชื่อถือ โดยตั้งเป้าหมายความตรงต่อเวลา (OTP) ไว้สูงกว่า 85% เพื่อสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้โดยสาร ในขณะที่ AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการจองตั๋วโดยสารจะจัดแคมเปญกระตุ้นการใช้งาน เพื่อเพิ่มยอดขายในส่วนของบริการเสริม

นอกจากนั้น กลุ่มแอร์เอเชียกำลังผลักดันการทำข้อตกลงเที่ยวบินร่วม (Interlining) เพื่อขยายฐานผู้โดยสาร โดยเฉพาะจากตลาดตะวันตก รวมถึงเน้นการตลาดบริการต่อเครื่อง (Fly-thru) ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ผ่านประเทศไทย ทั้งนี้ กลยุทธ์การใช้ฮับสนามบินทั้งสนามบินดอนเมือง (DMK) และสนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) จะยังคงมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและเพิ่มความหนาแน่นของเครือข่ายเส้นทางบิน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)