PIN เร่งสปีด 3 โครงการใหม่กว่า 2,800 ไร่ทำเล EEC รับอานิสงส์ยอด BOI นิวไฮ เก็งทุนจีนย้ายฐาน Data Center-EV

นายพีระ ปัทมวรกุลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค [PIN] เปิดเผยว่า ทิศทางนิคมอุตสาหกรรมไทยในปี 69 มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Hi Technology) โดยพิจารณาจากสถิติการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 68 ที่พุ่งสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% หรือคิดเป็น 3,370 โครงการ ขยายตัวถึง 11% โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะกิจการ Data Center ที่จะเข้ามาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งในส่วนของบริการคลาวด์, การพัฒนา AI และการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ของบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และไทย, กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นตัวนำ

จากสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทย ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และนิคมอุตสาหกรรม แม้ในช่วงครึ่งปีแรก 68 จะมีความผันผวนจากสภาวะเศรษฐกิจโลก แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเงินลงทุนจากจีนตั้งแต่ไตรมาส 3/68 เป็นต้นมาถือเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการดึงดูดการลงทุนระยะยาว ผ่านจุดแข็งด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์จากภาครัฐ และสิทธิประโยชน์ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เป็นปัจจัยสำคัญช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว

ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการพื้นที่นิคมฯ ที่คาดว่าจะกลับมาคึกคัก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติที่มีแผนย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย บริษัทได้เร่งพัฒนาโครงการใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ ปิ่นทอง 7, ปิ่นทอง 8 และส่วนขยายปิ่นทอง 3 ในจังหวัดชลบุรี พื้นที่รวมกว่า 2,861 ไร่ ในทำเลยุทธศาสตร์ EEC ที่เหมาะสำหรับการรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center การแพทย์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยโครงการใหม่ทั้ง 3 แห่ง จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตในปี 69 นี้ ผ่านกระบวนการพัฒนาที่บูรณาการแนวคิด Smart City และ ESG เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 บริษัทฯ มีรายได้รวม 400.2 ล้านบาท เติบโต 113.3% และมีกำไรสุทธิ 212.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 276.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) รายได้และกำไรสุทธิชะลอตัวลง ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานทั้งปี 2568 ทำรายได้รวม 1,626.8 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 497.3 ล้านบาท ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จากการส่งมอบที่ดินที่ลดลงเป็นผลจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 ที่ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการตัดสินใจลงทุนในไทย แต่เชื่อมั่นว่าผลประกอบการในปี 2569 จะฟื้นตัวจากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)