
หากย้อนดูบทสนทนาบนเวทีเศรษฐกิจโลกอย่าง World Economic Forum (Davos) จะเริ่มได้ยินคำว่า “Quantum” ถูกพูดถึงบ่อยขึ้น พร้อม ๆ กับ AI พลังงานสะอาด และความมั่นคงไซเบอร์ แม้หลายคนอาจรู้สึกว่าเทคโนโลยีนี้ยังไกลตัวและดูเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ แต่ความจริงคือ Quantum กำลังถูกมองว่าเป็น เทคโนโลยีสำคัญที่รัฐและภาคธุรกิจต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้
“Quantum คืออะไร” ในความหมายที่เข้าใจได้ง่ายสำหรับสังคมวงกว้าง Quantum หรือเทคโนโลยีควอนตัม คือวิธีการคำนวณรูปแบบใหม่ที่อาศัยหลักฟิสิกส์ควอนตัม ซึ่งเปิดโอกาสให้เครื่องสามารถประมวลผลความเป็นไปได้จำนวนมหาศาลได้พร้อมกัน แตกต่างจากคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมที่คำนวณทีละขั้น
ความสำคัญของ Quantum จึงไม่ได้อยู่ที่ “ความเร็ว” เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนระดับระบบ เช่น การจำลองพฤติกรรมของโมเลกุล การออกแบบวัสดุใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายพลังงาน หรือการคำนวณความเสี่ยงทางการเงินในระดับที่เทคโนโลยีเดิมทำได้จำกัด นี่คือเหตุผลที่ Quantum เริ่มถูกพูดถึงในเวทีเศรษฐกิจโลก ไม่ใช่ในฐานะของเล่นทางวิทยาศาสตร์ แต่ในฐานะเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนวิธีคิดด้านนโยบาย เศรษฐกิจ และความมั่นคงของรัฐ
จากจุดนี้เอง Quantum จึงไม่ใช่อนาคตที่ไกลตัว หากแต่เป็นอนาคตอันใกล้
สิ่งที่ Davos ส่งสัญญาณชัดในช่วงหลังคือการเปลี่ยนกรอบคิดจาก “Quantum technology” ไปสู่ “Quantum Economy” นั่นคือการมองผลกระทบเชิงระบบที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและข้อมูล กำลังคนและทักษะแห่งอนาคต ไปจนถึงความมั่นคงของระบบการเงิน และความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้และไม่ได้
ประเทศที่ปรับตัวเข้าถึง Quantum Economy ได้ก่อน จะมีความได้เปรียบในการพัฒนาอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น พลังงาน ยา วัสดุขั้นสูง และการเงิน ในทางกลับกัน ประเทศหรือธุรกิจที่ไม่เตรียมตัว อาจต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศโดยไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคดิจิทัลก่อนหน้า
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มลงทุน วางยุทธศาสตร์ และออกกติกาล่วงหน้า แม้เทคโนโลยี Quantum จะยังไม่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายก็ตาม
Quantum ถูกเชื่อมโยงกับนโยบายพลังงานและ ESG อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้านหนึ่ง เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพในการช่วยออกแบบแบตเตอรี่ที่เก็บพลังงานได้ดีขึ้น การวางระบบไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรม เช่น Hydrogen และ Carbon Capture
แต่อีกด้านหนึ่ง Quantum computing เองก็เป็นเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานสูง ต้องพึ่งพา data center และระบบทำความเย็นเฉพาะทาง ซึ่งทำให้คำถามเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นต์และความยั่งยืนไม่อาจถูกมองข้ามได้ นี่คือจุดที่กฎหมายพลังงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกรอบ ESG ต้องเข้ามามีบทบาทกำกับดูแลอย่างจริงจัง ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานด้านพลังงานของศูนย์ข้อมูล การผูก Quantum infrastructure เข้ากับเป้าหมาย Net Zero ไปจนถึงการบูรณาการ Quantum เข้าในกรอบ ESG อย่างมีเงื่อนไข ไม่ใช่ปล่อยให้ตลาดตัดสินเพียงลำพัง
สิ่งที่ผู้นำโลกเห็นตรงกันคือ Quantum จะยังไม่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเร็ววัน และจะไม่มาแทน AI แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการไม่เตรียมตัวให้พร้อม ทั้งในแง่กฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และคน
ประเทศหรือธุรกิจที่ขาดพลังงานที่มั่นคง ขาดบุคลากรที่เข้าใจเทคโนโลยี และไม่มีกติกาที่รองรับความเปลี่ยนแปลง อาจเสียเปรียบในระยะยาวโดยไม่รู้ตัว
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเราจะมี Quantum computer เมื่อไร แต่คือเราพร้อมแค่ไหนกับผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น ระบบกฎหมายไซเบอร์รองรับความเสี่ยงใหม่หรือยัง นโยบายพลังงานและการพัฒนา data center สอดคล้องกับหลัก ESG เพียงใด และภาครัฐเตรียมกำกับดูแลเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์นี้อย่างจริงจังหรือไม่
เพราะในโลกที่ AI และ Quantum กำลังเติบโตไปพร้อมกัน อนาคตอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีเทคโนโลยีก่อน แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเตรียมตัวก่อน
ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)





