
มาตรา 3 แห่งประมวลรัษฎากรบัญญัติให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อลดอัตราหรือยกเว้นรัษฎากรประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพของท้องที่บางแห่งหรือทั่วไปได้
รัฐบาลไทยได้ตราพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 (พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ) เพื่อเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าภาคครัวเรือนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม
โดยกำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาเท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง หรือวัสดุหรืออุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน
จึงเกิดคำถามว่า “การจ่าย” เงินแบบใดภายใต้เงื่อนไขใดที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
บุคคลธรรมดาที่เอาเงินตัวเองซื้ออุปกรณ์โซลาร์เซลล์เพื่อผลิตเองใช้เองแบบไม่ผ่อนชำระ
นาย ก. อาศัยอยู่ในบ้านซึ่งมีหลังคาแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ และบ้านหลังนี้เชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย
นาย ก. ประสงค์ลดค่าไฟฟ้ารายเดือนที่จ่ายให้การไฟฟ้าลง จึงได้นำเงินที่เหลือจากเงินเดือนที่ได้จากนายจ้างและค่าเช่าจากการให้เช่าที่ดินที่ตนเก็บจากผู้เช่ารวมเป็นเงิน 130,000 บาท ไป “ซื้อ” ระบบผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ กำลังการผลิต 4.68 กิโลวัตต์ อินเวอร์เตอร์ และระบบจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสำหรับบ้านพักอาศัยทั่วไป (รวมเรียกว่า “ระบบ Solar PV”) จาก บริษัท A จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569 และได้จ่ายเงิน 130,000 บาทให้บริษัท A จำกัดในวันดังกล่าว
ต่อมาได้มีการเชื่อมต่อระบบ Solar PV กับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569 หากปรากฏว่าการติดตั้งระบบ Solar PV นี้มีน้ำหนักรวมในบริเวณหนึ่งบริเวณใดไม่เกิน 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตรบนหลังคาของอาคารแล้วจะไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารตามกระทรวงมหาดไทยที่ได้ประกาศใช้ กฎกระทรวง ฉบับที่ 72 (พ.ศ. 2568) ออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จึงไม่ต้องยื่นขออนุญาตดัดแปลง (อ.1)
กรณีนี้ นาย ก. ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับยกเว้น “ภาษีเงินได้” ตามส่วน 2 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ ซึ่งบัญญัติให้ยกเว้นภาษีเงินได้แก่บุคคลธรรมดา
“สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดบนอาคารซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้ ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค”
เมื่อเงินที่ นาย ก. นำมาซื้อคือเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (5) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน และเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินจำนวน 130,000 บาท นาย ก. จึงได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จำนวน 130,000 บาทที่ตนได้จ่ายไปเต็มจำนวนในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
บุคคลธรรมดาที่เอาเงินตัวเองซื้ออุปกรณ์โซลาร์เซลล์เพื่อผลิตเองใช้เองแบบผ่อนชำระ
มาตรา 3 วรรคสองแห่ง พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ ยังบัญญัติเงื่อนไขต่อไปว่า “การได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จำนวนหนึ่งระบบที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ได้หนึ่งครั้งในปีภาษีที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ รวมทั้งต้องไม่นำค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบดังกล่าวไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 4 ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน”
หากตีความตามตัวอักษรแล้ว หากเปลี่ยนข้อเท็จจริงไปเป็นว่า นาย ก. ซื้อระบบ Solar PV “แบบผ่อน” กล่าวคือ แบ่งการจ่ายเป็น 20 งวด งวดละ 6,500 บาท จ่ายทุกสิ้นเดือนเริ่มจ่ายสิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 สิ้นสุดสิ้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2570 เท่ากับจ่ายในปี พ.ศ. 2569 เป็นจำนวน 10 งวด คิดเป็นเงิน 65,000 บาท และปี พ.ศ. 2570 อีก 10 งวด คิดเป็นเงิน 65,000 บาท
กรณีนี้ นาย ก. จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้เพียง 65,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ “ได้จ่าย” ในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นปีที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ และไม่สามารถนับเอาเงินจำนวน 65,000 บาทที่ได้จ่ายในปี พ.ศ. 2570 มารับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้อีกครั้งหนึ่ง
บริษัทที่เอาเงินตัวเองจ่ายเพื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า
บริษัท ข. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมที่เชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้นำเงินของบริษัทจำนวน 1,000,000 บาท ไป “ซื้อ” ระบบผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ กำลังการผลิต 50 กิโลวัตต์ อินเวอร์เตอร์ และระบบจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (“ระบบโซลาร์ On-Grid โรงงานอุตสาหกรรม”) จาก บริษัท A. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569 และได้มีการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569
นอกจากนี้ บริษัท ข. จำกัด ยังได้เอาเงินของบริษัทจำนวน 500,000 บาท ไป “ซื้อ” อุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานในโรงงานจาก บริษัท A จำกัด ในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569 ได้แก่ พัดลมไฟฟ้าที่ได้รับฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ภายใต้โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและเปลี่ยนกระจกทั้งหมดเป็นกระจกที่ได้รับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงภายใต้โครงการส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า)
กรณีนี้ บริษัท ข. จำกัด ซึ่งเป็น “บริษัทจำกัด” นั้นไม่ใช่บุคคลธรรมดา จึงมิใช่บุคคลที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ จะ “ไม่ได้” รับยกเว้นภาษีเงินได้จากการซื้อระบบโซลาร์ On-Grid โรงงานอุตสาหกรรมจาก บริษัท A. จำกัด เนื่องจากมาตรา 3 ยกเว้นภาษีให้เฉพาะบุคคลธรรมดา ส่วนมาตรา 4 ก็มิได้บัญญัติยกเว้นภาษีให้กับบริษัทที่ซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา
อย่างไรก็ตาม บริษัท ข. จำกัด มีสิทธิ “ได้” รับการยกเว้นภาษีตามส่วน 2 และส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ เป็นจำนวน 250,000 บาท เนื่องจากเป็นเงินที่ บริษัท ข. จำกัด ซื้ออุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าจาก บริษัท A. จำกัด ในฐานะเป็นเงินได้ในจำนวนร้อยละห้าสิบของเงินได้เท่าที่ได้จ่าย (ร้อยละ 50 ของ 500,000 บาท) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง หรือวัสดุหรืออุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน ซึ่งได้รับการรับรองฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาวจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
กู้เงินมาซื้อไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
หาก นาย ก. และ บริษัท ข. จำกัด “ไม่มีเงินสด” ในกระเป๋าตัวเอง ทั้ง นาย ก. และ บริษัท ข. จึงขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อซื้อระบบ Solar PV (ในกรณีของ นาย ก.) และซื้ออุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า (ในกรณีของ บริษัท ข.) กรณีนี้ นาย ก. และ บริษัท ข. จะยังมีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีตาม พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ หรือไม่?
มาตรา 3 แห่งประมวลรัษฎากรนั้นยกเว้น “เงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” ดังนั้นแล้ว หากตีความตามตัวอักษร เมื่อเงินที่ นาย ก. กู้มา 130,000 บาท นั้นมิใช่ “เงินได้” ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร แม้จะเป็นการจ่ายเพื่ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แต่ นาย ก. ก็ไม่รับการยกเว้นภาษีเงินได้เพราะ พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ บัญญัติว่าต้องเป็น “เงินได้ที่ได้จ่าย”
ในส่วนของ บริษัท ข. จำกัดนั้น ก็ไม่มีสิทธิได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 4 พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ เช่นกัน เนื่องจากมาตรา 4 ก็บัญญัติให้การยกเว้นภาษีนั้นจะใช้กับกรณี “สำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละห้าสิบของเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุน” ดังนั้นแม้ บริษัท ข. จำกัด จะนำเงินที่กู้มาจ่ายเงินไปเพื่อซื้ออุปกรณ์ประหยัดพลังงานก็จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
ซื้อไฟฟ้าไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
หากนาย ก. ต้องการได้ประโยชน์จากการประหยัดค่าไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย กล่าวคือ จะใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองและใช้เอง ณ สถานที่ใช้ไฟฟ้าจึงได้ทำ “สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน” กับ บริษัท C. จำกัด โดย บริษัท C. จำกัดจะลงมือติดตั้ง ระบบ Solar PV และขายไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดให้ นาย ก. สัญญาซื้อขายไฟฟ้านี้กำหนดให้กรรมสิทธิ์ของระบบ Solar PV จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ นาย ก. เมื่อสิ้นระยะเวลาการซื้อขายไฟฟ้า
กรณีนี้นาย ก. จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษีตาม พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ เนื่องจากเงินที่ได้จ่าย (แม้จะเป็นการจ่ายจากเงินได้ก็ตาม) มิใช่เงินที่จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา แต่เป็นการจ่ายเพื่อ “ซื้อไฟฟ้า” เนื่องจากการยกเว้นตาม พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ ฉบับนี้มิได้เป็นการยกเว้นการซื้อขายไฟฟ้า แต่เป็นการยกเว้นเงินได้ที่จ่ายเพื่อซื้ออุปกณ์และระบบ Solar PV เท่านั้น
จึงกล่าวสรุปได้ว่า พ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ (ฉบับที่ 805) นั้น “มีตัวอักษร” ที่ทำให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นั้นเป็นไปโดย “เคร่งครัด” อย่างยิ่ง กล่าวคือ จะต้องเป็นกรณีที่บุคคลธรรมดาที่เอาเงินตัวเองซื้ออุปกรณ์โซลาร์เซลล์เพื่อผลิตเองใช้เองแบบไม่ผ่อนชำระจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด หากมีการผ่อนข้ามปีที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า เงินที่ได้จ่ายในปีถัดมาอาจไม่สามารถนำมาคิดเพื่อรับสิทธิยกเว้นภาษีได้ และหากเป็นการกู้เงินมาซื้ออุปกรณ์โซลาร์เซลล์เพื่อผลิตเองใช้เองก็ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เพราะไม่ได้เอา “เงินได้” มาจ่าย ส่วนบริษัทจำกัดก็จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินเฉพาะกรณีที่ที่เอาเงินตัวเองจ่ายเพื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าเท่านั้น ไม่ได้รับสิทธิจากการซื้ออุปกรณ์โซลาร์เซลล์เพื่อผลิตเองใช้เองได้ ดังนั้นพ.ร.ฎ. ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805)ฯ ฉบับนี้ยังคงต้องการความชัดเจนและการกำหนดรายละเอียดที่เพิ่มขึ้น อธิบดีกรมสรรพากรอาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ในรายละเอียดต่อไป
ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการหลักสูตร LL.M. (Business Law)
หลักสูตรนานาชาติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 มี.ค. 69)





