
การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา จากระดับประมาณ 1,300 จุด ขึ้นไปแตะ 1,500 จุด ก่อนจะปรับตัวลงมาอยู่แถว 1,300 กว่าจุดอีกครั้งภายในระยะเวลาเพียงข้ามวันหรือข้ามสัปดาห์ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วอะไรคือสาเหตุของความผันผวนที่รุนแรงเช่นนี้
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือประเด็นเรื่อง “สภาพคล่อง” ของตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังไม่ได้มีมากเพียงพอในระดับที่เรียกว่าเป็นสากลเหมือนกับตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้ว แม้ว่าเราจะเห็นมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงเกิน 100,000 ล้านบาทก็ตาม แต่วอลุ่มการซื้อขายเพียงอย่างเดียวไม่ได้สะท้อนภาพรวมของสภาพคล่องทั้งหมด และไม่สามารถสรุปได้ว่าตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องในระดับเดียวกับตลาดทุนชั้นนำของโลก
ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจนเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 ซึ่งตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 61 จุด จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
นักลงทุนที่สังเกตการเคลื่อนไหวของตลาดจะพบว่าช่วงก่อนปิดตลาดในระบบ ATC ของวันดังกล่าว มีคำสั่งขายหุ้น DELTA ออกมาเพียงประมาณ 2 ล้านหุ้น แต่ราคาที่กระพริบบนหน้าจออยู่ที่ 195 บาทต่อหุ้น ขณะที่ราคาซื้อขายล่าสุดของหุ้น DELTA อยู่ในช่วงประมาณ 260-270 บาทต่อหุ้น
หากคำนวณมูลค่าคำสั่งขาย 2 ล้านหุ้นนี้มีมูลค่าประมาณ 540 ล้านบาทเท่านั้น แต่ในทันทีที่คำสั่งดังกล่าวปรากฏบนกระดาน ดัชนีกลับกระพริบแสดงการติดลบถึงประมาณ 135 จุดทันที
อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 4 มีนาคม ในช่วงเปิดตลาดแบบ ATO ซึ่งมีคำสั่งขายหุ้น DELTA เพียง 1,500,000 หุ้น โดยราคากระพริบอยู่ที่ 195 บาท ส่งผลให้ดัชนีมีแรงกดดันจนมีแนวโน้มจะเปิดติดลบมากถึงประมาณ 100 จุด
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ในระหว่างการซื้อขายจริง ตลาดหุ้นไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องสภาพคล่อง โดยเฉพาะในด้านจำนวนคำสั่งซื้อ (bid) ที่มีไม่เพียงพอรองรับแรงขายขนาดใหญ่
ในช่วงวันที่ 2 ถึง 4 มีนาคม ซึ่งตลาดปรับตัวลงแรงนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากคำสั่งขายของนักลงทุนสถาบันในประเทศหรือกองทุนบางแห่ง ซึ่งอ้างว่ามีการไถ่ถอนหน่วยลงทุน ทำให้ต้องขายหุ้นออกมาทันทีเป็นมูลค่าประมาณ 300-500 ล้านบาท ทั้งที่ในขณะนั้นฝั่ง bid ไม่ได้มีมากพอที่จะรองรับคำสั่งขายดังกล่าว
เมื่อคำสั่งขายขนาดใหญ่ถูกส่งเข้าสู่ระบบและปรากฏบนหน้าจอ นักลงทุนในตลาดจึงเห็นแรงขายที่มากกว่าฝั่ง bid อย่างชัดเจน ภาพที่ปรากฏนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ลงทุนจำนวนมาก ยิ่งเห็นแรงขายก็ยิ่งเกิดความกลัวและเกิดการขายตาม
อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงขายดังกล่าวหมดลง หุ้นขนาดใหญ่หลายตัวที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือกลุ่มทุนกลับเข้ามารับซื้อและพยุงราคา ทำให้แรงกดดันด้านราคาค่อย ๆ คลายตัวลง
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ กลไกของตลาดที่ขาดเครื่องมืออย่าง “การขายชอร์ต” หรือ short sell ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลของตลาด
การมี short sell ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นแรงเกินไป และในทางกลับกันก็ช่วยไม่ให้ตลาดปรับตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเกินไปเช่นกัน
ในช่วงขาขึ้น การมี short sell ทำให้ราคาหุ้นไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ง่ายเกินไป เพราะผู้ที่มีมุมมองต่างสามารถใช้เครื่องมือนี้เข้ามาเบรกการขึ้นที่เร็วเกินไป ลดโอกาสที่ราคาจะถูกผลักดันหรือควบคุมจนเกินความเหมาะสม
ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนต่างชาติเองก็ไม่ได้ชอบตลาดที่ดัชนีสามารถขยับขึ้นลงได้แรงเกินไปลำพังใช้เงินลงทุนเพียงไม่กี่หมื่นล้านบาทก็สามารถดันดัชนีก็พุ่ง 100-200 จุดอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ซึ่งนักกลงทุนต่างชาติมักให้ความสำคัญกับ “สภาพคล่อง” มากกว่าการที่ตลาดปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ “เวลา” เป็นต้นทุนสำคัญ เงินลงทุนจำนวนมหาศาลของพวกเขาจำเป็นต้องสามารถซื้อหรือขายได้ในปริมาณมากตามที่ต้องการ หากตลาดมีสภาพคล่องต่ำ การเข้าซื้อหรือการขายออกในปริมาณมากจะทำให้ราคาผันผวนเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการลงทุนของพวกเขา
ในอดีตมีความเชื่อว่าการที่ตลาดหุ้นขึ้นเร็วถือเป็นเรื่องดี แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าหากตลาดสามารถขึ้นได้เร็ว ก็สามารถลงได้เร็วเช่นเดียวกัน
การไม่มี short sell ในบางช่วงจึงอาจทำให้ตลาดเกิดความบิดเบือน เพราะมีแรงซื้ออยู่เพียงด้านเดียว ในทางกลับกัน หากมีสถานะ short ค้างอยู่ในตลาด เมื่อถึงจังหวะหนึ่งก็จะเกิดการซื้อคืนเพื่อปิดสถานะ หรือที่เรียกว่า cover short ซึ่งจะกลายเป็นแรงซื้อกลับเข้าสู่ตลาด
ธุรกรรม short sell จึงไม่ได้แตกต่างจากการซื้อหุ้นแล้วขายทำกำไรในเชิงหลักการ เพียงแต่เป็นการถือสถานะคนละด้านเท่านั้น ผู้ที่เปิดสถานะ short เมื่อได้กำไรตามที่ต้องการก็ต้องซื้อหุ้นคืนเพื่อปิดสถานะเช่นเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ การมี short sell จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ตลาดหุ้นมีความแข็งแรงและสมดุลมากขึ้น ทั้งในช่วงขาขึ้นและขาลง
ทั้งนี้ การพิจารณาเพียงมูลค่าการซื้อขายต่อวันหรือวอลุ่มรวม ไม่ได้สะท้อนถึงความแข็งแรงของตลาดหุ้นอย่างแท้จริง
ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วที่ผ่านมา หลายคนลืมประเด็นเรื่อง Trust & Confidenceไปเลย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “สภาพคล่อง” ต่างหากที่เป็นรากฐานสำคัญของ Trust & Confidence
หากตลาดมีสภาพคล่องที่แข็งแรง นักลงทุนก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าสามารถซื้อหรือขายสินทรัพย์ได้ตามต้องการโดยไม่ทำให้ราคาผันผวนเกินควร และนั่นคือหัวใจสำคัญของตลาดทุนที่มีประสิทธิภาพ
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มี.ค. 69)





