
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่มีกองทัพสหรัฐเป็นกองหนุนยังคงดำเนินต่อเนื่อง ทั่วโลกต่างให้การจับจ้องทั้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ รวมไปถึงราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างทองคำและบิทคอยน์ แต่หากดูปัจจัยโดยรวม สถานการณ์ในช่วงนี้อาจจะไม่เหมาะกับการลงทุน การถือเงินสดอาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดก็ได้!!
สหรัฐฯ อาจห้าม “ดอกเบี้ย Stablecoin”!!
ล่าสุดมีรายงานว่า ผู้ถือ Stablecoin ในสหรัฐฯ อาจกำลังสูญเสียสิทธิในการได้รับ “รางวัล” หรือผลตอบแทนจากการถือเหรียญแบบ passive แล้ว!!
ประเด็นนี้กำลังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ระหว่าง “ธนาคารแบบดั้งเดิม” กับ “แพลตฟอร์มคริปโทฯ” โดยฝั่งธนาคารมองว่า ถ้าแพลตฟอร์มคริปโทฯ ยังสามารถให้ผลตอบแทนกับคนที่ถือ Stablecoin ได้ ผู้ฝากเงินจำนวนมากก็อาจถอนเงินออกจากธนาคารเพื่อไปหาดอกเบี้ยที่สูงกว่าในตลาดคริปโทฯ ทางฝั่งธนาคารจึงต้องการให้กฎหมาย GENIUS Act ที่ห้ามผู้ออก Stablecoin จ่ายดอกเบี้ย ครอบคลุมไปถึงแพลตฟอร์มคริปโทฯ ด้วย
ในขณะที่ฝั่งคริปโทฯ มองว่านี่เป็นเพียงความพยายามของธนาคารที่จะปิดการแข่งขันจากโลกคริปโทฯ
อย่างไรก็ตาม การประชุมที่ทำเนียบขาวเพื่อหาทางออก ยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ อีกทั้งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ Stablecoin ใน Clarity Act ก็ยังไม่ชัดเจน จึงอาจทำให้กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทของสหรัฐฯ ยังเดินหน้าต่อไม่ได้ในช่วงนี้
Trade War 2.0!! เมอร์เคิลเตือนมรสุมใหม่ เขย่าตลาดคริปโทฯ
เมื่อวานนี้ทาง เมอร์เคิล แคปปิตอล นำโดยนายวรเมธ จันทร์เสน Investment Consultant ได้พูดถึงสงครามการค้ายก 2 พร้อมออกมาเตือนว่า ปลายไตรมาส 1 ปีนี้ ตลาดโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และนโยบายการค้า ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ตลาดจับตาคือความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน!!
สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 20% ภายในสัปดาห์เดียว เพราะมีความเสี่ยงที่เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอาจถูกปิด และผลคือราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาสูงอีกครั้ง ปัจจุบัน เงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ราว 3% ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า ปีนี้เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น หรืออาจลดน้อยกว่านั้นหากเงินเฟ้อยังไม่ลดลง
อีกประเด็นที่ตลาดกังวลคือ “นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐ” ถึงแม้ว่าศาลจะมีคำตัดสินว่าประธานาธิบดี Donald Trump ไม่สามารถขึ้นภาษีเช่นนี้ได้ แต่ Donald Trump ก็ยังมีการประกาศภาษีนำเข้าทั่วโลก 15% ภายใต้กฎหมายมาตรา 122 เป็นเวลา 150 วัน และนักลงทุนยังกังวลว่าสหรัฐอาจใช้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 301 หรือ 232 เพื่อขึ้นภาษีเพิ่มอีกในอนาคต
สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ Trade War 2.0 ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มเข้าสู่โหมด Risk-off นั่นคือเพิ่มการถือเงินสดมากขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่า
ที่น่าสนใจคือ แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแต่ราคาทองในสัปดาห์ที่ผ่านมากลับปรับตัวลดลง เพราะตลาดมองว่าราคาทองก่อนหน้านี้สะท้อนความเสี่ยงไปแล้ว ส่วนตลาดคริปโทฯ แม้จะถูกกดดันจากปัจจัยมหภาคเช่นเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น แต่ Bitcoin เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยราคากลับขึ้นมาทดสอบบริเวณ 70,000 ดอลลาร์ ขณะที่ข้อมูล On-chain พบว่ากลุ่มนักลงทุนระยะยาวเริ่ม “ลดแรงขายลง”
สำหรับนักลงทุนคริปโทฯ เมอร์เคิล แคปปิตอล แนะนำว่า หากลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ควรพิจารณาลดความเสี่ยง แต่ถ้าถือเพื่อป้องกันเงินเฟ้อระยะยาว 10–20 ปี ยังสามารถถือครองต่อได้
Digital Bank Run? คนอิหร่านแห่ถอนคริปโทฯ หลังถูกโจมตี
ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุโจมตีทางอากาศในอิหร่าน พบว่า เงินคริปโทฯ จำนวนมากไหลออกจากแพลตฟอร์มในประเทศอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลระบุว่า การถอนเงินจาก Nobitex ซึ่งเป็น Exchange ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 873% ภายในช่วงเวลาเดียว
นี่อาจเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Digital Bank Run” หรือ ผู้ใช้งานรีบถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์ม เพราะกังวลต่อความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม
แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักวิเคราะห์บางรายก็มองว่า การเคลื่อนไหวของเงินคริปโทฯ ครั้งนี้ อาจไม่ได้หมายถึงการหนีทุนออกจากประเทศ แต่อาจเป็นเพียงการย้ายเหรียญไปเก็บในกระเป๋าเงินส่วนตัว หรือที่เรียกว่า Self-custody เพื่อป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่สถานการณ์ไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมบนบล็อกเชนมีลักษณะนามแฝง จึงยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเงินที่เคลื่อนย้ายเหล่านี้เป็นของใครกันแน่
คำถามสำคัญคือ นี่คือสัญญาณของการหนีทุนครั้งใหญ่จากอิหร่าน หรือเป็นเพียงการป้องกันความเสี่ยงของผู้ใช้งานคริปโทฯ ในช่วงสงคราม!!
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มี.ค. 69)




