โบรกมองมาตรการรัฐรับมือวิกฤติพลังงานกระทบโรงกลั่นจำกัด แนะเลี่ยงปิโตรฯ-ค้าปลีกน้ำมัน

บล.กรุงศรี ออกบทวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ภาพรวมมาตรการภาครัฐและการรับมือวิกฤตพลังงาน: รัฐบาลเริ่มทยอยออกมาตรการดูแลความมั่นคงทางพลังงานเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน ดังนี้

– การควบคุมการส่งออก: งดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปชั่วคราว ยกเว้นการขายให้เมียนมาและสปป.ลาว เนื่องจากไทยมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงทางพลังงานร่วมกัน (เช่น เมียนมาเป็นแหล่งก๊าซให้ไทยราว 10% และลาวเป็นแหล่งไฟฟ้าหลัก) และสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 เพิ่มการสำรองน้ำมันเป็น 1.5% ในเดือนมีนาคม และขยับเป็น 3% ในเดือนเมษายน 2569

มาตรการแรกนี้คาดว่าไม่ได้สร้างภาระต่อโรงกลั่นอย่างมีนัยสำคัญ โรงกลั่นภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บ stock จำกัดเนื่องจากการส่งออกน้ำมันเบนซิน/ดีเซล นอกเหนือจากที่ส่งไปเมียนมาและลาวมีจำกัด โดย i) BCP ส่งออกราว 5-7% ของยอดขาย หลักๆคือน้ำมันเตา/Fuel oil และ unconverted oil ไม่มีการส่งออกน้ำมันดีเซล/เบนซิน นอกเหนือจากที่ส่งไปลาวและเมียนมา ทำให้ไม่มีภาระในการเก็บ stock ii) SPRC ส่งออก 7% iii) TOP ส่งออกน้ามันนอกเหนือจากเมียนมาและสปป.ลาว ราว 5% ของปริมาณขายผ่าน OR คาดไม่มีภาระเก็บ stock iv) PTTGC ส่งออกน้ำมันผ่านทาง OR v) IRPC ส่งออกน้ำมัน (ไม่รวมเมียนมา/ลาว) 18% (gasoline 1%/ gasoil 8%/ others 9%)

ขณะที่ฝั่งสถานีบริการ การแทรกแซงราคากระทบมากกว่าการให้เก็บ stock เพิ่ม i) OR เน้นรักษาความมั่นคงพลังงาน โดยการขายที่สถานีบริการฯ และ ลูกค้า commercial ที่เป็นสัญญาระยะยาว รวมถึงส่งออกไปเมียนมาและลาว เป็นหลัก ปัจจุบัน stock น้ำมัน 14-15 วัน (ซื้อเพิ่มต่อเนื่องตามสัญญาที่ทำกับโรงกลั่น) สูงกว่าที่ภาครัฐกำหนด ii) BCP ธุรกิจสถานีฯส่งออกน้อยกว่า 1% และเป็นการส่งไปเมียนมาและลาว iii) PTG การขายส่วนใหญ่ผ่านสถานีบริการฯ 98% และลูกค้าอุตฯ 2% การเก็บ stock เพิ่ม 3 วัน กระทบกำไรราว 21 ลบ./ไตรมาส

– การตรึงราคา: ประกาศตรึงราคาดีเซลที่ 29.94 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน และคงราคาเบนซินที่ 30.55 บาท/ลิตร โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันอุดหนุน ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบพุ่งเกิน 120 ดอลลาร์/บาร์เรล กองทุนจะชดเชยเพียงครึ่งเดียว และอาจต้องปรับราคาขายปลีกขึ้น รวมถึงขอความร่วมมือกรมสรรพสามิตลดภาษีน้ำมันลง (เก็บอยู่ 6.75-6.92 บาท/ลิตร รองรับน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นได้ราว 33-34 $/bbl)

สถานะกองทุน: ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันสุทธิอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท (แยกเป็นส่วนน้ำมัน 40,313 ล้านบาท และส่วน LPG ติดลบ 37,854 ล้านบาท) โดยปัจจุบันมีภาระชดเชยวันละประมาณ 550 ล้านบาท ซึ่งจะรองรับการชดเชยได้อีกประมาณ 70 วัน หากใช้เฉพาะส่วนของน้ำมัน

ขณะที่แนวทางการใช้ Bio-fuel: มีแนวทางผสมน้ำมันปาล์ม (B100) เพิ่มจากสูตร B5 เป็น B10 หรือ B20 เพื่อช่วยยืดระยะเวลาการใช้คลังน้ำมันของประเทศได้อีกประมาณ 3 วัน

กกพ. ปรับแผนให้หำ spot LNG ทดแทน สัญญาระยะยาวจากกาตาร์ที่ติดปัญหาการขนส่ง/ หยุดผลิต โดยกำหนด 3 ลำเรือ ส่งมอบ มี.ค.-เม.ย. 26 (PTT 2 ลำ/ GULF 1 ลำ) ราคาอ้างอิง JKM spot price ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้น vs. ค่าไฟ ม.ค.-เม.ย. 26 ที่กาหนดแล้วที่ 3.88 บาท/kwh เบื้องต้นจะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ช่วยแบกรับส่วนต่างก่อน

บล.กรุงศรี มองว่ามาตรการรักษาความมั่นคงทางพลังงานของรัฐกระทบ PTTEP และโรงกลั่นจำกัด คงมุมมอง PTTEP และ โรงกลั่น (หากสงครามไม่ยืดเยื้อเกิน 1-2 เดือน) ได้ปัจจัยบวกในช่วงความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลาง และหลีกเลี่ยงกลุ่มปิโตรเคมีรวมถึงสถานีบริการน้ำมัน คาดมาตรการรัฐที่จะมีผลกระทบต่อกลุ่มโรงกลั่นอย่างมีนัยสำคัญจะเป็นการเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) ซึ่งคาดต้องใช้เวลาในการออกกฎหมายไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

ส่วนมาตรการปัจจุบันเรามอง ดังนี้

– ค่าใช้จ่ายในการสำรองน้ำมันเพิ่มไม่ได้กระทบโรงกลั่นอย่างมีนัยสำคัญ และปัจจุบันโรงกลั่นส่วนใหญ่จัดหาน้ำมันดิบได้ถึงต้น พ.ค. แล้ว เราประเมินภาระต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มจากเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้เพิ่มในการเก็บน้ำมันที่ไม่ได้ส่งออก (1.0-1.6 ล้านบาร์เรล) ของแต่ละโรงกลั่นราว 27-41 ลบ./ไตรมาส ไม่ได้มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ upside จากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจาก supply disruption ในตะวันออกกลาง ทุกๆ 1$/bbl เพิ่มกำไร 400-700 ลบ./ไตรมาส

ปัจจุบันโรงกลั่นภายในประเทศส่วนใหญ่สั่งซื้อน้ำมันดิบ secure การผลิตถึงต้นเดือน พ.ค.69 แล้ว ได้แก่ i) TOP secure 90% ของเดือน เม.ย. และกำลังสั่งซื้อเดือน พ.ค. ii) BCP secure ระดับการผลิต 270KBD/ u-rate 92% ถึงต้น พ.ค. iii) SPRC secure ของ เม.ย. ได้ 50% และยังหาเพิ่มต่อเนื่อง iv) IRPC secure มี.ค./ เม.ย. สำหรับ u-rate 90%/ 65% แล้ว และ v) PTTGC จัดหาได้ถึง พ.ค.

– กลุ่มสถานีบริการน้ำมันมีแรงกดดันจากการแทรกแซงของรัฐ คงมุมมองให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มสถานีบริการฯ อย่าง OR และ PTG ไปก่อนในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบผันผวนจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่รัฐต้องการคุมราคาหน้าปั๊ม จะทำให้สุดท้ายส่งผลกระทบต่อค่าการตลาดของกลุ่มสถานีบริการฯ

– กลุ่มปิโตรเคมี ผู้ไม่มีการผลิต feedstock ของตัวเองเริ่มได้รับผลกระทบ แต่หากการขนส่งติดขัดไม่เกิน 2 สัปดาห์ จะยังไม่ได้กระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดย SCC ได้ประกาศ force majeure โรงผลิต ROC เพื่อยืดระยะเวลาการผลิตของโรงผลิตส่วนที่เหลือถึงกลางเดือน เม.ย. (เราประเมินการปิด 1 เดือนกระทบกำไร -585 ลบ. หรือ -4%) และหากต้องปิดทั้ง 3 โรง คาดกระทบกำไร -2.5 พันลบ./เดือน (แบกรับค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสดเดือนละ 1.6 พันลบ.) แม้ EBITDA กว่า 3 หมื่นลบ. ยังรองรับค่าใช้จ่ายได้ แต่จะกระทบกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วน PTTGC มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลน feedstock จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง/ ME น้อยสุด จากใช้ feedstock จาก ME ราว 9-22% ดู fig10 รองลงมาเป็น IVL ที่ 46% ของรายได้ใช้ feedstock ภายในอเมริกา , IRPC แม้ต้องพึ่ง naphtha จากโรงกลั่นของตัวเองที่ใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 70% แต่บริษัทได้ secure น้ำมันดิบถึง เม.ย. แล้วและยังจัดหาร่วมกับ PTT อย่างต่อเนื่อง

คงมุมมอง PTT แม้ได้ประโยชน์จากราคาอ้างอิงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น แต่หากสถานการณ์ขนส่งพลังงานติดขัดยืดเยื้อสุดท้ายความเสี่ยงกฎเกณฑ์อาจกลับมา โดยอาจมาในรูปของการขอเงินบริจาค (ในอดีตเคยขอเงินบริจาคราว 3 พันลบ. ซึ่งบริษัทใช้กลไกของงบ CSR) ทุก 1 พันลบ. กระทบกำไรสุทธิปี 69 ราว -1%, การให้ช่วยแบกส่วนต่างราคาก๊าซฯ ในกรณีที่ กฟผ.รับภาระไม่ไหว โดยทุกๆ เงินทุนหมุนเวียนที่ใช้เพิ่มขึ้น 1 หมื่นลบ. จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มราว 300 ลบ./ปี หรือ -0.3% ของกำไรสุทธิปี 69 และกรณีแย่คือกลับไปใช้ single pool กระทบกำไร 8-9 พันลบ. หรือ -8-9%

คงมุมมอง BULLISH ต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ปรับ top pick เป็น SPRC และ BCP คงมุมมองกำไรสุทธิกลุ่มปี 69 ฟื้นตัว นำโดยกลุ่มโรงกลั่นที่ stock loss มีแนวโน้มลดลง รวมถึงค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก supply ใหม่โรงกลั่นเข้ามาน้อยกว่าการเติบโตของ demand อย่างไรก็ตาม หาก worst case การขนส่งพลังงานติดขัดยืดเยื้ออาจทำให้กำไรกลุ่มมี downside อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะฝั่งปิโตรเคมีและสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งหากเกิดกรณี worst เราแนะนำลงทุนเพียง PTTEP

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 มี.ค. 69)