
ข้อมูลคือ “พลัง” ของการสร้างธรรมาภิบาลในภาคพลังงานที่ยึดเอาประโยชน์ของผู้ใช้พลังงานเป็นจุดหมาย หากรัฐบาลประกาศว่า “น้ำมันไม่ขาดแคลนประชาชนผู้ใช้พลังงานไม่ต้องกังวล” แต่ยังปรากฏว่ามีประชาชนจำนวนมากไม่อาจเติมน้ำมันได้ มีการรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องว่ามี “รถตาย” กลางทาง มีรถมากมายที่ไปไม่ถึงที่หมาย และปั๊มน้ำมันไม่ขายน้ำมันให้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เกิดปรากฏการณ์รอคิวเติมน้ำมัน หรือแม้กระทั่งธุรกิจรับจ้างต่อคิวเติมน้ำมัน ในสถานการณ์แบบนี้ เรายังจะ “เชื่อ” สิ่งที่รัฐบาลสื่อสารได้หรือไม่ พวกเราผู้ใช้พลังงานยอมรับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานที่ผันผวนได้ แต่คงไม่อาจยอมรับคำกล่าวที่ไม่เป็นความจริงหรือมิอาจพิสูจน์ได้
ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าเมื่อ วันที่ 16 มีนาคม 2569 นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พร้อมด้วยนายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์หน้าปั๊มน้ำมัน สิ่งที่พบคือน้ำมันดีเซลขาดแคลนหนักมาก สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องการทราบที่สุด คงเป็น “ข้อมูล” ปั๊มที่ใกล้บ้านของแต่ละคน ตอนนี้มีน้ำมันดีเซลขายหรือไม่ ถ้าไม่มี น้ำมันจะเติมเข้ามาเมื่อไร เพื่อที่ว่าประชาชนจะได้ไม่ต้องออกมาตระเวนไล่ถามไปตามปั๊มต่าง ๆ หรือเข้าคิวรอกันยาว ๆ โดยไม่มีข้อมูลช่วยตัดสินใจว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหน นายอิสริยะ กล่าวว่า การสร้างระบบข้อมูลน้ำมันกลางของรัฐบาล หรือที่เรียกว่า Dashboard อาจทำได้ไม่ทันท่วงที แต่ถ้าปั๊มแต่ละแบรนด์สามารถนำเสนอข้อมูลน้ำมันของปั๊มเครือตัวเองผ่าน Social แบบง่าย ๆ มีรอบการอัปเดตข้อมูลที่ชัดเจน (เช่น ทุก 6 หรือ 8 ชั่วโมง) ย่อมจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างมากแน่นอน แถมเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำยาก เพราะปั๊มมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภโชติ ไชยสัจ มองว่า สถานการณ์นี้ยังเป็นบททดสอบเรื่องความโปร่งใสด้านข้อมูลของรัฐบาล เนื่องจากสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดในขณะนี้คือข้อมูลที่ชัดเจน เช่น การมีระบบข้อมูลหรือแดชบอร์ดที่แสดงสถานะน้ำมันของปั๊มต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ว่ามีปริมาณคงเหลือเท่าใด เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางและการทำธุรกิจได้ โดยหากมีข้อมูลแบบเรียลไทม์จะยิ่งช่วยลดความสับสนและความตื่นตระหนกได้
จากแนวคิดข้างต้น ผู้เขียนเข้าใจว่าระบบข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ว่านี้ คือ “กระดานแสดงข้อมูล” ที่ให้ตัวเลขว่า ณ เวลาในปัจจุบัน (Techsauce ให้คำอธิบายว่า Dashboard คือการนำข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นข้อมูลใน Report อยู่แล้วหรือข้อมูลใหม่ ๆ มาสรุปให้สามารถเห็นภาพได้ในหน้าเดียว และเป็นข้อมูลที่อัปเดตสม่ำเสมอ) ปั๊มน้ำมันใกล้ ๆ มีน้ำมันขายหรือไม่ ขายได้อีกนานหรือไม่ และหากจะนำรถเข้าไปเติมน้ำมันแล้วควรจะเข้าไปเวลาใด ข้อมูลนี้อาจแสดงผ่านหน้าจอมือถือ สื่อสารผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางอื่นใดที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐอาจกำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานเป็นผู้รวบรวมและสื่อสารข้อมูลออกมาผ่าน Dashboard เป็นระบบกลางเพื่อแสดงข้อมูลแบบเรียลไทม์ของปั๊มน้ำมันแต่ละพื้นที่
หากกล่าวว่า “ปั๊มแต่ละแบรนด์สามารถนำเสนอข้อมูลน้ำมันของปั๊มเครือตัวเองผ่าน Social แบบง่าย ๆ มีรอบการอัปเดตข้อมูลที่ชัดเจน (เช่น ทุก 6 หรือ 8 ชั่วโมง) ย่อมจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างมากแน่นอนแถมเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำยาก เพราะปั๊มมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว” ย่อมหมายความว่า ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง “สมัครใจ” เปิดเผยข้อมูลทางการค้าหรือการประกอบการของตน แต่ในโลกของความเป็นจริง เป็นไปได้ที่จะมีผู้ประกอบการที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยข้อมูลนี้ รัฐจะต้อง “ขอร้อง” ผู้ประกอบการหรือมีอำนาจสั่งการ ?
การจะตอบว่ารัฐมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบกิจการปั๊มน้ำมันเปิดข้อมูลนี้ได้หรือไม่จะต้องตอบว่ารัฐ “รู้จักปั๊มน้ำมัน” ที่เปิดให้บริการหรือไม่ หากรู้จักแล้ว รู้จักแบบที่รัฐมีอำนาจเหนือในการสั่งการได้หรือไม่ ซึ่งอำนาจเหนือที่ว่านี้รวมไปถึงการสั่งให้เปิดเผยข้อมูลการขายหรือการประกอบการหรือไม่
รัฐ “รู้จัก” ผู้ประกอบกิจการปั๊มน้ำมันอยู่แล้ว เพราะการประกอบกิจการนี้เป็นการประกอบกิจการ “สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง” ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กฎหมายฉบับนี้ให้คำนิยามสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เอาไว้ว่า
“สถานที่ที่ใช้ในการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงแก่ยานพาหนะ และให้หมายความรวมถึงบริเวณที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตให้เป็นเขตสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนสิ่งก่อสร้าง ถัง ท่อ และอุปกรณ์หรือเครื่องมือต่าง ๆ ในบริเวณนั้น”
มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดประเภทสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับระดับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทที่ 1 ได้แก่กิจการที่สามารถประกอบการได้ทันทีตามความประสงค์ของผู้ประกอบกิจการ ประเภทที่ 2 ได้แก่กิจการที่เมื่อจะประกอบการต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน และประเภทที่ 3 ได้แก่กิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อนจึงจะประกอบการได้
ยกตัวอย่างเช่น สถานีบริการน้ำมันที่ให้บริการแก่ยานพาหนะทางบก ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ติดเขตทางหลวง ถนนสาธารณะ หรือถนนส่วนบุคคลที่มีขนาดความกว้างตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และเก็บน้ำมันไว้ในถังเก็บน้ำมันใต้พื้นดินถูกจัดให้เป็นสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท ก และเป็นกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ซึ่งต้องขอรับใบอนุญาตก่อนจึงจะประกอบการได้
ส่วนสถานีบริการน้ำมันที่ให้บริการแก่ยานพาหนะทางบก ที่เก็บน้ำมันที่มีปริมาณไม่เกิน 10,000 ลิตร ไว้ในถังเก็บน้ำมันเหนือพื้นดิน และจะเก็บน้ำมันไว้ในถังน้ำมันรวมกันไม่เกิน 2 ถัง ถูกจัดให้เป็นกิจการควบคุมประเภท ค ลักษณะที่สอง และเป็นกิจการควบคุมประเภทที่ 2 ต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน
กรณีที่ต้องขออนุญาตนั้น อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานได้ออกประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจงานควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2564 มอบหมายให้ผู้อนุญาตการประกอบกิจการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (1) ผู้ว่าราชการ กทม. หรือผู้อำนวยการในเขตพื้นที่ กทม. รับมอบหมายการเป็นผู้อนุญาตใน กทม. (2) นากยกเมืองพัทยา รับมอบหมายการเป็นผู้อนุญาตในพื้นที่เมืองพัทยา (3) นายกเทศมนตรี เป็นผู้รับมอบหมายในพื้นที่เทศบาล และ (4) นายกองค์การบริหารส่วนตำบล รับมอบหมายการเป็นผู้อนุญาตในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลที่รับผิดชอบ
โดยสาระสำคัญแล้ว การอนุญาตและการรับแจ้งนั้นตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 นั้นมีเป้าหมายคือการสร้าง “ความปลอดภัย” และป้องกันอันตรายจากการให้บริการเติมน้ำมัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะส่งแผนผังบริเวณและแบบก่อสร้าง รายการคำนวณความมั่นคงแข็งแรงและระบบที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลอื่นเพื่อให้กรมธุรกิจพลังงานหรือสำนักงานพลังงานจังหวัด “เพื่อตรวจสอบด้านเทคนิคและความปลอดภัยตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง” (ปรากฏตามเอกสารท้ายประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจงานควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2564)
กล่าวได้ว่า การใช้อำนาจกำกับดูแลของรัฐ (กรมธุรกิจพลังงานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ประกอบกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการแจ้ง การอนุญาตและอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2556 นั้นมุ่งสร้างความปลอดภัยในการประกอบกิจการและการให้บริการ ส่วนการสร้างความโปร่งใสหรือแสดงข้อมูลการประกอบกิจการซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องในฝั่งคุณภาพของการให้บริการนั้นมิได้เป็นเป้าหมายของการกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 โดยตรง
ผู้เขียนเห็นว่ามีความ “เป็นไปได้” ที่พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 จะถูกใช้เป็นฐานในการกำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแสดงข้อมูลการจำหน่ายแบบเรียลไทม์โดยอาศัยมาตรา 7 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 ซึ่งบัญญัติว่า
“เพื่อประโยชน์แก่การป้องกันหรือระงับเหตุเดือดร้อนรำคาญหรือความเสียหาย หรืออันตรายที่จะมีผลกระทบต่อบุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อมหรือการกำหนดแนวทางหรือลักษณะการดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวง
(1) กำหนดการเก็บรักษา การขนส่ง การใช้ การจำหน่าย การแบ่งบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง และการควบคุมอื่นใดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง
หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานพิจารณาแล้วเห็นว่าสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบัน (ปรากฏการณ์ความขาดแคลน การไม่อาจเติมน้ำมันจากปั๊มน้ำมัน และความไม่เชื่อมั่นต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ) เป็นความเสียหายหรืออันตรายต่อผู้ใช้น้ำมันแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอาจออกกฎกระทรวงให้ผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งรัฐมี “Database” อยู่แล้วผ่านระบบการให้อนุญาตหรือระบบการแจ้งตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542
อย่างไรก็ตาม การตีความในลักษณะนี้อาจถูกโต้แย้งได้ว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในปัจจุบัน (จากสถานการณ์การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ) นั้น “ไม่ใช่เรื่องถาวร” เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวและอาจจบลงในเวลาอันไม่นานนี้ การออกกฎกระทรวงตามมาตรา 7 นี้มีเงื่อนไขการใช้อำนาจคือต้องออกกฎหมายลำดับรองเพื่อให้ “สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม” ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซอาจไม่ใช่เหตุที่เพียงพอในการใช้อำนาจออกกฎกระทรวงนี้
ระบบกฎหมายพลังงานของประเทศไทยกำลังถูกทดสอบด้วยโจทย์ที่ต้องการความรวดเร็วในการจัดการ (ยิ่งล่าช้าผู้ใช้พลังงานยิ่งลำบาก เกิดการเผาน้ำมันทิ้งเนื่องจากผู้ใช้รถต้องตระเวนหาปั๊มน้ำมันที่พร้อมขาย หรือต้องรอคิวอย่างยาวนาน) และมาตรการใช้อำนาจในระยะเร่งด่วนนี้อาจไม่ใช่การออกฎหมายที่จะใช้บังคับระยะยาว เราจึงต้องมองหากฎหมายเฉพาะสำหรับช่วงวิกฤตการณ์พลังงาน เมื่อประเทศไทยเคยเผชิญกับความท้าทายจากวิกฤตการณ์พลังงานมาก่อนแล้ว ระบบกฎหมายของเราก็ควรมีกฎหมายที่มีศักยภาพนี้
กฎหมายที่ว่าคือ “พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516” ซึ่งถูกตราขึ้นด้วยเหตุผลคือ
“โดยที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ทวีสูงขึ้นเป็นลำดับ และน้ำมันดิบที่จะหาซื้อได้มีปริมาณลดน้อยลง ซึ่งจะมีผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศสูงตามไปด้วย และจะก่อให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นในประเทศไทย ฉะนั้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของประเทศและความผาสุกของประชาชนจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ดังกล่าวให้ทันต่อเหตุการณ์ ในการนี้นายกรัฐมนตรีจำต้องมีอำนาจในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ได้โดยฉับพลัน ไม่จำต้องให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ แยกปฏิบัติการตามกฎหมายที่มีอยู่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น”
หากนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่าสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบันมีลักษณะเป็น “การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง” นายกรัฐมนตรีสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 มีอำนาจออกคำสั่งเพื่อกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่าย การขนส่ง การมีไว้ในครอบครอง การสำรองและการส่งออกนอกราชอาณาจักรและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
ผู้เขียนเห็นว่า “มาตรการ” ที่ว่านี้สามารถรวมไปถึงการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการจำหน่ายของปั๊มน้ำมันแบบเรียลไทม์ โดยให้หน่วยงานของรัฐ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี Database ของผู้ประกอบการเหล่านี้เก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำมันที่มีการจำหน่ายในพื้นที่รับผิดชอบของตนและเผยแพร่ข้อมูลการจำหน่ายและการให้บริการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเวลานี้ผ่านระบบที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายหรือช่องทางที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้สื่อสารกับประชาชนอยู่แล้วจนกว่าสถานการณ์น้ำมันในครั้งนี้จะผ่านพ้นไป และอาจกำหนดมาตรการเรื่องความโปร่งใสให้ผู้ประกอบการอื่นในห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เช่น “ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง” ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 (ซึ่งหมายถึงผู้กระทำการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยซื้อนำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือได้มาไม่ว่าด้วยประการใดเพื่อจำหน่าย และให้หมายความรวมถึงผู้กลั่นหรือผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย) มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าหรือข้อมูลเกี่ยวกับการกลั่นน้ำมันให้สาธารณชนทราบ
การใช้อำนาจนี้เป็นการ “แทรกแซง” การประกอบกิจการและส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นแล้ว นายกรัฐมนตรีย่อมจะต้องใช้อำนาจให้สอดคล้องกับกรอบทางรัฐธรรมนูญในการใช้อำนาจตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งบัญญัติว่า
“รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม”
กรอบทางรัฐธรรมนูญของการใช้อำนาจนี้ “บอก” ว่ารัฐบาลมีมาตรการที่สามารถกำหนดขึ้นได้ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 นั้นต้องสอดคล้องกับหลักกฎหมาย เช่น หลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) ซึ่งเรียกร้องให้มาตรการว่าด้วยความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบกิจการนั้นสามารถบรรลุเป้าหมายคือเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความขาดแคลนหรือการไม่อาจเติมน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมาตรการที่กระทบต่อสิทธิของผู้ประกอบการน้อยที่สุด (แน่นอนว่าจะต้องกำหนดขอบเขตของความโปร่งใสและเปิดเผยโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านการค้าและการทำธุรกิจด้วย) และประโยชน์ที่ผู้ใช้น้ำมันจะได้นั้นมีน้ำหนักมากกว่าผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ประกอบการ
โดยสรุป “ความโปร่งใส” ผ่านแดชบอร์ดสถานการณ์น้ำมันแบบเรียลไทม์นั้นมีความจำเป็นต่อการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบันจากปัญหาสถานการณ์การจราจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระดานข้อมูลนี้จะช่วยให้คำประกาศของรัฐบาลที่ว่า “น้ำมันไม่ขาดแคลน ประชาชนผู้ใช้พลังงานไม่ต้องกังวล” นั้นจับต้องได้มากขึ้น รัฐบาลมีกฎหมายเป็นพลังที่จะสร้างธรรมาภิบาลนี้โดยมิได้เป็นเพียงการ “ขอความร่วมมือ” จากผู้ประกอบธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยอาศัยมาตรการพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ภายใต้กรอบแห่งความได้สัดส่วนที่สร้างดุลยภาพระหว่างประโยชน์ที่สาธารณชนจะได้รับกับผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจในช่วงเวลาแห่งความผันผวนทางพลังงานนี้
ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการหลักสูตร LL.M. (Business Law)
หลักสูตรนานาชาติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)





