CryptoShot: ดราม่าคริปโทฯ 1,300 ล้านไม่จบ!! ‘แอ็คมี่’ ฟ้องกลับ ‘อี้ แทนคุณ’ หมิ่นประมาท

ดราม่าคริปโทฯ ระหว่าง “แอ็คมี่” วรวัฒน์ นาคแนวดี และ “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” ไม่จบง่าย ๆ เมื่อคุณแอ็คมี่มีการฟ้องต่อศาลอาญาในกรณี “หมิ่นประมาท” งานนี้คงได้แต่รอให้ศาลตัดสิน เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว!!

ดราม่าคริปโทฯ 1,300 ล้าน ไม่จบ!! ‘แอ็คมี่’ ฟ้องกลับ ‘อี้ แทนคุณ’ หมิ่นประมาท

ดราม่าคริปโทฯ ไม่จบง่าย ๆ เมื่อ “แอ็คมี่” วรวัฒน์ นาคแนวดี ยื่นฟ้องคดีอาญา “อี้” แทนคุณ จิตต์อิสระ ในข้อหาหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในคริปโทฯ และรับประกันผลตอบแทนสูงถึง 500 เท่า โดยมีการอ้างว่าความเสียหายกว่า 1,300 ล้านบาท ซึ่งทาง “แอ็คมี่” ยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง”

วันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมา “แอ็คมี่” ได้ยื่นฟ้องและศาลรับฟ้องเป็นคดีอาญา หมายเลขดำที่ อ.750/2569 ในคำฟ้องได้มีการระบุว่าจำเลยมีการแถลงข่าวต่อหน้าสื่อและถ่ายทอดสดผ่านโซเชียล กล่าวหาว่านายวรวัฒน์มีพฤติการณ์หลอกลวงนักลงทุน พร้อมใช้ถ้อยคำในลักษณะกล่าวหาว่าเป็น “มิจฉาชีพ” หรือ Scammer ซึ่งทาง “แอ็คมี่” ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และไม่มีหลักฐานรองรับ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชื่อเสียง, ความน่าเชื่อถือ, และเครือข่ายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามกฎหมาย, ให้โฆษณาคำขอขมา และชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลเห็นสมควร

ในช่วงท้าย “แอ็คมี่”ระบุว่าสิ่งที่สำคัญไม่ใช่ “กระแส” แต่คือ “ข้อเท็จจริง” ซึ่งศาลจะเป็นผู้ตัดสินใจต่อไป

กติกาคริปโทฯ ชัดแล้ว! SEC-CFTC จับมือแบ่ง 5 ประเภทเหรียญ ไม่ใช่หลักทรัพย์เพียบ!!

เกาะติดข่าวดังจากเมืองนอก เมื่อทาง SEC สหรัฐและ CFTC ได้มีการประกาศ “Landmark Crypto Clarity” หรือ “ความชัดเจนครั้งประวัติศาสตร์” เพราะทั้ง 2 หน่วยงาน มีการตกลงร่วมกันได้แล้วว่าอะไรคือ “หลักทรัพย์” และอะไร “ไม่ใช่หลักทรัพย์”

ล่าสุด 2 หน่วยงาน SEC สหรัฐ และ CFTC ได้ออกเอกสาร 68 หน้า บางสินทรัพย์คริปโทฯ ออกอย่าชัดเจน เป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1: Digital Commodities (ไม่ใช่หลักทรัพย์) เช่น BTC, ETH, XRP, ADA, SOL, DOT, DOGE, SHIB, LINK, LTC, BCH, APT, AVAX, HBAR, XLM, XTZ กลุ่มนี้จะถูกมองเหมือน “ทองคำ” หรือ “น้ำมัน”

กลุ่มที่ 2: Digital Collectibles (ไม่ใช่หลักทรัพย์) จะเป็นพวก NFT, ไอเทมในเกม และเหรียญมีมต่าง ๆ

กลุ่มที่ 3: Digital Tools (ไม่ใช่หลักทรัพย์) เช่น Utility Token, บัตรสมาชิก, ตั๋ว หรือสิทธิการใช้งานต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะชัดเจนเลยว่าเน้น “การใช้งาน” ไม่ใช่ “การลงทุน”

กลุ่มที่ 4: Stablecoins (ไม่ใช่หลักทรัพย์) อันนี้จะครอบคลุมแค่เหรียญ stablecoin ที่อยู่ภายใต้กฎหมาย GENIUS ACT เท่านั้น ถือเป็นเหรียญที่ตรึงมูลค่า 1 ต่อ 1 กับดอลลาร์ จะไม่ถูกมองเป็นหลักทรัพย์

กลุ่มที่ 5: Digital Securities (เป็นหลักทรัพย์) คือ สินทรัพย์ที่เป็น “หลักทรัพย์อยู่แล้ว” แต่ถูกนำมาแปลงเป็นโทเคน หรือ Tokenize เช่น หุ้นของ NVidia, Tesla หรือ Alphabet และถึงแม้ว่าเกณฑ์ตรงนี้จะยังไม่ได้ final 100% เพราะต้องรอให้ผ่านสภาคองเกรสก่อน แต่ “ความชัดเจนครั้งประวัติศาสตร์” ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจริง ๆ ยิ่งไม่เคยเห็นในยุคของ Gary Gensler เลยด้วย

BlackRock ลุย ETH จริงจัง! เตรียมเปิด ETF แบบ Stake “ถือแล้วได้ดอก”!!

ล่าสุดจะเห็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ของโลก อย่าง BlackRock เริ่ยทยอยซื้อ Ethereum กันแล้ว สาเหตุที่เขาซื้อก็เพื่อนำไปเตรียมความพร้อมสำหรับกองใหม่ที่สามารถนำ Ethereum ไป staking แล้วสามารถรับผลตอบแทนได้ด้วย

กองใหม่นี้ถือเป็นการเปลี่ยนมิติของเหรียญ Ethereum ไปเลย เพราะสะท้อนถึงสถาบันที่มองคริปโทฯ ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เก็งกำไร แต่เป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้!! และที่สำคัญ นักลงทุนสามารถเข้าถึงผลตอบแทนจากการ Staking ได้ โดยไม่ต้องตั้ง Validator Node ไม่ต้องดู Private Key ด้วนตัวเองอีกต่อไป

จริง ๆ แล้ว BlackRock เคยส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่ากำลังเตรียมเปิดกองทุนที่มีการนำสินทรัพย์ไป Staking โดยในเอกสารมีการระบุว่า กองทุนนี้จะมีค่าธรรมเนียมผู้สนับสนุน (Sponsor fee) อยู่ที่ 0.25% ต่อปี และจะมีโปรโมชั่นลดค่าธรรมเนียมลงเหลือ 0.12% สำหรับสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ส่วนแรก 2.5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 12 เดือนแรกหลังเปิดตัว

นอกจากนี้ รายได้จากการ Staking จะถูกแบ่งออก โดยผู้สนับสนุนกองทุนอย่าง BlackRock และผู้ให้บริการอย่าง Coinbase Prime จะได้รับส่วนแบ่งรวมกัน 18% ของผลตอบแทนรวม (Gross staking rewards)

ส่วนที่เหลือจะเป็นผลตอบแทนสุทธิที่ไหลเข้าสู่กองทุน และสุดท้ายจะตกถึงผู้ถือหน่วยลงทุน

ทั้งนี้ กองทุนจะกัน Ethereum ไว้ประมาณ 5% ถึง 30% โดยไม่ได้นำไป Staking เพื่อรองรับการสร้างและไถ่ถอนหน่วยลงทุน รวมถึงความต้องการด้านการดำเนินงานของกองทุน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มี.ค. 69)