
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ห่วงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลาย กระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และโลจิสติกส์ของไทย โดยคาดว่าราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้น 3-5% และหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3-6 เดือน อาจกระทบค่าครองชีพจนค่าแรงขั้นต่ำไม่เพียงพอ แต่มองว่าปัจจุบันรัฐยังคงคุมราคาสินค้าได้อยู่ พร้อมแนะเร่งบริหารจัดการต้นทุนเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภค
นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขณะนี้ กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติและมีแนวโน้มบานปลาย หลังมีการโจมตีแหล่งพลังงานสำคัญ โดยเฉพาะแหล่งผลิตก๊าซ LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งในกาตาร์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบขั้นต้นหลายชนิดที่ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้า เช่น วัตถุดิบต้นน้ำ อย่าง “แนฟทา” (Naphtha) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่สำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภคในการผลิตบรรจุภัณฑ์
นอกจากนี้ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนก็สูงขึ้นตามเป็นลูกโซ่ โดยราคาน้ำมันล่าสุดที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 112 ดอลลาร์/บาร์เรล คือตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อบวกกับค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น และในอนาคตข้างหน้าถ้ายังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันได้ จะมีปัญหาในเรื่องวัตถุดิบ ปุ๋ย ประมง ซึ่งส่งผลต่อราคาอาหาร เกิดเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ไปถึงทุกกระบวนการผลิต
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่ายังมีปัจจัยลบจากค่าไฟฟ้าที่อาจปรับเพิ่มขึ้นตามราคา LNG ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้า โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาค่า Ft อีกรอบในเดือนพ.ค.-ส.ค.69 นี้ จึงประเมินว่าผลกระทบแบบลูกโซ่ไปถึงทุกกระบวนการผลิต จะดันให้ราคาสินค้าขยับ 3-5% ในด้านของต้นทุน และหากกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3-6 เดือน มีความเสี่ยงที่ราคาสินค้าจะพุ่งสูงจนรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำอาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพได้
นายอภิชิต กล่าวว่า เมื่อการขนส่งแนฟทาจากตะวันออกกลางมีปัญหา จะทำให้ซัพพลายในระบบหายไป และส่งผลต่อโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกทันที อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นที่สามารถผลิตแนฟทาและเม็ดพลาสติกใช้เองได้ในประเทศ และยังไม่ถึงขั้นวิกฤติขาดแคลนอย่างรุนแรงในขณะนี้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและบานปลาย จะส่งผลให้บรรจุภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เริ่มเกิดภาวะตึงเครียดเนื่องจากวัตถุดิบอาจขาดตลาดได้
“เราได้รับรายงานจากสมาชิก ส.อ.ท. ว่าตอนนี้มีความกังวลใจล่วงหน้าเรื่องวัตถุดิบขาดแคลน โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ขึ้นอยู่กับน้ำมัน แต่จริง ๆ แล้วเม็ดพลาสติกในประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นขาด เรามีผู้ผลิตอยู่ 2 ค่าย” นายอภิชิต กล่าว
นอกจากพลาสติกแล้ว “อลูมิเนียม” ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวล เนื่องจากไทยต้องนำเข้าอลูมิเนียมสูงถึง 80-90% ซึ่งแหล่งวัตถุดิบใหญ่อยู่ในตะวันออกกลาง โดยเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ อย่างล้อแม็กและตัวถังรถยนต์ หากขาดแคลนอลูมิเนียม จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอาหารกระป๋องอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังมี “ฮีเลียม” ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งก็ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน
ส่วนกรณีผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค 5 รายใหญ่ ส่งหนังสือถึงคู่ค้า-ร้านค้า สินค้าอาจขาดส่ง (Out of Stock) และเป็นเหตุให้ต้นทุนผลิตปรับตัวสูง ทำให้อาจต้องปรับเพิ่มราคาขึ้นตามต้นทุนใหม่ในเดือนเม.ย. 69
“กรณีที่บริษัทด้านอุปโภคบริโภค ส่งจดหมายเตือนคู่ค้าให้เร่งสต็อกสินค้านั้น มองว่าน่าจะเป็นการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากอาจมีปัญหาเรื่องการจัดส่ง ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาแก้ปัญหาโดยการปล่อยน้ำมันสำรองออกมาเพิ่มมากขึ้นแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์นี้คลี่คลายลงได้บ้าง” นายอภิชิต กล่าว
สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลและการรับมือของภาคธุรกิจ ส.อ.ท. มีข้อเสนอให้ภาครัฐเร่งบริหารจัดการต้นทุน เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป อาทิ ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 32 บาท/ลิตร เพื่อประคองภาคการพาณิชย์ และควบคุมค่าไฟฟ้า พยายามตรึงไว้ให้อยู่ในระดับประมาณ 4 บาท/หน่วย เพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภคมากนัก ซึ่งจะช่วยวงจรภาคอุตสาหกรรม ไม่ให้ราคาสินค้าปรับขึ้นจนภาครัฐไม่สามารถควบคุมได้
“ขณะนี้ยังถือว่ารัฐยังคงควบคุมราคาสินค้าได้ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยเหลือกัน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา บางรายเป็นคนดี ไม่ได้ฉวยโอกาสในช่วงนี้ แต่บางรายมีการฉวยโอกาส ดังนั้น ประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ให้ข่าวสาร เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก” นายอภิชิต กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประชาชน ไม่ควรตื่นตระหนกจนแห่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เนื่องจากยังมีน้ำมันสำรอง และวัตถุดิบในประเทศ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกยังพอมีอยู่ และการกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น มีต้นทุนแฝงที่ต้องระวัง ทั้งพื้นที่จัดเก็บที่จำกัด เสี่ยงต่อสินค้าหมดอายุ และหากเป็นสินค้าที่ต้องแช่เย็นก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)




