
หนึ่งในโครงการที่จะกระตุ้นความน่าสนใจให้เกิดความแข็งแกร่งของตลาดทุนไทย ที่เริ่มจากบรรดาบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือธง ของ “อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ผลักดันโครงการ JUMP+ และวางให้เป็นเครื่องมือเร่งการเพิ่มมูลค่า บจ. ไทยอย่างเป็นระบบ โดยเป็นแผนงานระยะยาว ซึ่งบริษัทที่ร่วมโครงการต้องมีการจัดทำแผนการเติบโต 3 ปี (2569-2571) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ สำหรับคีย์หลักที่สำคัญคือทำให้บริษัทไม่ได้เติบโตแบบกระจัดกระจาย แต่ต้องมีแผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่มีความชัดเจน วัดผลได้ และมีการสื่อสารกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
จุดตั้งต้นของโครงการมาจากโจทย์ใหญ่ของตลาดทุนไทยที่ความน่าสนใจลดน้อยลงต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของมูลค่าการซื้อขาย มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด อาจรวมถึงประเด็นของหุ้นไอพีโอ ขณะเดียวกันตัวชี้วัดด้านคุณภาพของ บจ. เองก็เผชิญแรงกดดัน ทั้งในส่วนของ กำไรสุทธิ อัตราความสามารถทำกำไร ROE, EPS และค่า P/BV
เมื่อมองในภาพเปรียบเทียบระดับภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าร่วมกระแส Corporate Value-Up แบบเดียวกับตลาดสำคัญหลายแห่งในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นที่เริ่ม Corporate Governance Reform Three Arrows ในปี 2566
ส่วนเกาหลีใต้ที่ออก KRX Corporate Value-Up Program ในปี 2567 ด้านไต้หวันมากับ Capital Market POWER-UP ในปี 2567 สำหรับฮ่องกงที่มี Corporate Governance Framework Enhancement ในปี 2568 ขณะที่สิงคโปร์ก็มีโครงการ Value Unlock Program ในปี 2568 และมาเลเซียมีโครงการ My Value Up ใน 2569
สำหรับตัวอย่างที่หยิบมาอธิบายชัดเจนที่สุดคือเกาหลีใต้ ซึ่งเริ่มโครงการ KRX Corporate Value-Up ในไตรมาส 1 ปี 2567 เพื่อลด Korea Discount และยกระดับทั้งผลตอบแทนผู้ถือหุ้นกับประสิทธิภาพการใช้ทุน ภายในโครงการมีบริษัทเข้าร่วม 180 บริษัท คิดเป็น 7.0% ของ บจ. ทั้งหมด แต่กินสัดส่วนมูลค่าตลาดสูงถึง 2,598.3 ล้านล้านวอน หรือ 44.8% ของมูลค่าตลาดรวม KOSPI และ KOSDAQ ที่ 5,799.77 ล้านล้านวอน
ผลที่ถูกรายงานหลังดำเนินโครงการราว 1 ปีมีพัฒนาการที่ดีขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการผลักดันเชิงโครงสร้างสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมบริษัทและการรับรู้ของตลาดได้จริง ทั้งในแง่ของการซื้อหุ้นคืนเพิ่มเป็น 20.1 ล้านล้านวอน เติบโต 6.9% YoY การจ่ายเงินปันผลเพิ่มเป็น 50.9 ล้านล้านวอน เติบโต 11.1% YoY เป็นต้น
ทั้งหมดจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตลาดทุนไทยจึงศึกษาโมเดลลักษณะนี้ และมาปรับใช้กับ บจ. ไทย
กลับมาที่โครงการ JUMP+ ของไทยนั้น ถูกออกแบบให้ยกระดับทั้งศักยภาพและมูลค่าของ บจ. ผ่าน 3 แกนหลัก คือ Growth, Visibility และ Incentive และใช้กระบวนการทำงาน 3 ขั้น เริ่มจากการ “วิเคราะห์และจัดทำแผนการดำเนินงาน” จากนั้น “จัดทำแผนและกำหนดเป้าหมายการเติบโต” และสุดท้ายคือ “สื่อสารความคืบหน้ากับนักลงทุนทุก 6 เดือน”
นอกจากนี้ แรงจูงใจของโครงการจะมีการสนับสนุนทั้งทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เพื่อให้บริษัทจัดทำแผนงาน JUMP+ ได้เป้าหมาย และยังมีพันธมิตรองค์กรในตลาดทุน เสริมสร้างองค์ความรู้ และสนับสนุนการสร้าง Corporate Visibility กับผู้ลงทุนทุกกลุ่มทั้งในและต่างประเทศ
รอบแรกของโครงการมีบริษัทเข้าร่วม 143 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทใน SET 87 บริษัท และ mai 56 บริษัท หากเทียบกับจำนวนบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งหมดราว 868 บริษัท เท่ากับว่ารอบนี้ครอบคลุมประมาณ 16% ของทั้งตลาด
แม้ในเชิงจำนวนจะยังไม่ใช่ครึ่งหนึ่งของตลาด แต่ในเชิงขนาดถือว่ามีน้ำหนักพอสมควร เพราะบริษัทที่เข้าร่วมมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมคิดเป็น 14% ของตลาด หรือประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท
โดยโครงสร้างของบริษัทที่เข้าร่วมก็ไม่ได้กระจุกตัวในกลุ่มเดียว โดยกระจายอยู่ใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เกษตรและอาหาร 17 บริษัท สินค้าอุปโภคบริโภค 17 บริษัท การเงิน 9 บริษัท อุตสาหกรรม 26 บริษัท อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 22 บริษัท ทรัพยากร 10 บริษัท บริการ 33 บริษัท และเทคโนโลยี 9 บริษัท
เมื่อแยกตามขนาดมูลค่าตลาด จะพบว่ามีบริษัทมูลค่าต่ำกว่า 1 พันล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 1 แสนล้านบาท จึงสะท้อนว่า JUMP+ ไม่ได้ตั้งใจช่วยเฉพาะบริษัทใหญ่ แต่ครอบคลุมตั้งแต่บริษัทขนาดเล็ก กลาง ด้วย
เมื่อดูฐานะของบริษัทที่เข้าร่วมก่อนเดินหน้าโครงการ จะเห็นว่าหลายบริษัทสามารถยกระดับขึ้นได้อีกมาก ส่วนในมิติธรรมาภิบาลก็มีทั้งบริษัทที่ยังอยู่ระดับกลางและบริษัทที่แข็งแรงแล้ว
จากตัวเลขทั้งหมดนี้มีความสำคัญ เพราะแปลว่าโครงการไม่ได้เริ่มจากฐานเดียวกัน ทุกบริษัทมีจุดตั้งต้นต่างกัน ดังนั้นเป้าหมายการเพิ่มมูลค่าจึงต้องออกแบบเฉพาะรายบริษัท

สิ่งที่ทำให้เป้าหมายในโครงการนี้ไม่ลอย และมีความเป็นไปได้ คือจากแผนด้านธุรกิจของทั้ง 143 บริษัทที่นำส่งเข้ามา มี บจ. ตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้หรือกำไรสูงถึง 138 บริษัท หรือคิดเป็น 96% และมีแผนกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนเป้าหมาย 278 แผนงาน ครอบคลุมทั้งมิติการเติบโต (Growth) มิติประสิทธิภาพ (Profitability and Efficiency) และเสถียรภาพ (Financial Stability)
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า หัวใจของ JUMP+ คือการขยายฐานการทำธุรกิจพร้อมกับทำให้โครงสร้างองค์กรแข็งแรงขึ้นในเวลาเดียวกัน
ในด้านแผนด้านธรรมาภิบาลจำนวน 272 แผนงาน กว่าครึ่งเป็นแผนยกระดับการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน แผนยกระดับการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด และแผนยกระดับการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญด้าน Governance ซึ่งถ้าแปลตัวเลขเหล่านี้เป็นภาพเชิงคุณภาพ จะเห็นว่าบริษัททะเบียนไทยกำลังขยับจากการมีคณะกรรมการและกฎเกณฑ์ตามที่กำหนด ไปสู่การจัดระบบธรรมาภิบาลให้ตอบโจทย์นักลงทุนมากขึ้น
นอกจากนี้ มี 114 บริษัท หรือ 80% ของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการที่เลือกจัดทำแผนการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Plan) แบบสมัครใจ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความความสำคัญด้าน ESG ของ บจ.
โดยภาพรวม โครงการ JUMP+ จึงไม่ได้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่เป็นความพยายามวางโครงสร้างใหม่ให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาว ผ่านการยกระดับ บจ. จากภายในอย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่การทำให้ตัวเลขเติบโต แต่ต้องมีคุณภาพมีธรรมาภิบาลรองรับ มีการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน และสอดคล้องกับทิศทางโลก โดยเฉพาะมิติด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของนักลงทุนทั่วโลก
หากโครงการนี้สามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนในช่วงปี 2569-2571 สิ่งที่อาจเกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเพิ่มกำไรหรือมูลค่าหลักทรัพย์ของบางบริษัทที่เติบโตขึ้น แต่คือการรีเซ็ตภาพลักษณ์ของตลาดหุ้นไทยทั้งระบบให้กลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนอีกครั้ง ทั้งในแง่ของความน่าสนใจ ความโปร่งใส และศักยภาพในการเติบโตระยะยาวที่ยั่งยืน
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 เม.ย. 69)




