
ในอดีตคำว่า “หุ้นแพง” เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาและมีกรอบของเกณฑ์ที่ค่อนข้างชัดเจนมาก
นักลงทุนมักจะใช้ตัวชี้วัดอย่างค่า P/E, P/B หรือ Dividend Yield เป็นหลัก ถ้าหุ้นมี P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมหรือสูงกว่าตลาด ก็จะถูกมองว่าแพง และมีโอกาสถูกขายเพื่อลดความเสี่ยง
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า กำไรเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป และเศรษฐกิจไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด
ดังนั้น ราคาหุ้นที่ดีควรสะท้อนกำไรปัจจุบันเป็นหลัก ไม่ใช่กำไรในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น
ในสมัยก่อน “หุ้นดี” มักเป็นหุ้นที่มี valuation ต่ำเมื่อเทียบกับพื้นฐาน เช่น P/E ต่ำ แต่มีการเติบโตของกำไรอย่างสม่ำเสมอ หรือ P/B ต่ำ แต่มีสินทรัพย์แข็งแรง
นักลงทุนสายคุณค่า อย่าง Benjamin Graham หรือ Warren Buffett ในช่วงแรก ๆ จะเน้นการซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือที่เรียกว่า Margin of Safety
ในอดีต หุ้นที่มี P/E สูง มักถูกหลีกเลี่ยง เพราะหมายถึงต้องใช้เวลานานกว่าจะคืนทุนจากกำไร
แต่เมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังปี 2010 เป็นต้นมา แนวคิดเรื่องความแพงของหุ้นถูกเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยสำคัญคือการเกิดขึ้นของธุรกิจเทคโนโลยีที่สามารถเติบโตแบบ exponential
บริษัทอย่าง Amazon, Google, Microsoft หรือ NVIDIA สามารถเพิ่มรายได้และกำไรในอัตราที่สูงมากในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้การใช้ P/E ปัจจุบันกลายเป็นตัวชี้วัดที่ล้าหลัง
เราจึงเริ่มเห็นหุ้นจำนวนมากที่มี P/E สูงในระดับที่อดีตแทบรับไม่ได้ เช่น Tesla Inc. ที่มี P/E ประมาณ 318 เท่า, Palantir Technologies ราว 239 เท่า, Advanced Micro Devices ประมาณ 119 เท่า, Marvell Technology ประมาณ 117 เท่า หรือแม้แต่ Cameco Corporation ที่อยู่ราว 140 เท่า
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าบริษัทไม่ดี แต่หมายความว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปล่วงหน้าแล้วจำนวนมาก
ในขณะเดียวกัน ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ไปไกลกว่านั้น คือ หุ้นที่ไม่สามารถใช้ P/E วัดได้เลย เพราะกำไรยังไม่เสถียร หรือยังขาดทุน เช่น หุ้น Snowflake Inc., Datadog, CrowdStrike, Nebius Group หรือ Navitas Semiconductor ซึ่งอยู่ในสถานะ N/A
ในบริบทนี้ หุ้นที่ดูแพงในวันนี้ อาจกลายเป็นหุ้นถูกในอนาคตได้ หากกำไรเติบโตทันราคา นักลงทุนจึงเริ่มให้ความสำคัญกับ Forward earnings (การคาดการณ์กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในอนาคต) หรือ คำว่า Total Addressable Market (TAM) ที่วัดจากขนาดตลาดรวมทั้งหมดที่สามารถเข้าถึงได้ หรือ มีโอกาสขายสินค้าจนได้ มากกว่ากำไรที่มากว่าในปัจจุบัน
ตัวอย่างเช่น หุ้นที่มี P/E 50 เท่าอาจดูแพงในอดีต แต่ถ้ากำไรโตปีละ 40–50% ต่อเนื่อง P/E จะลดลงเองโดยที่ราคาหุ้นแทบไม่ต้องปรับลง
อีกปัจจัยที่เปลี่ยนเกมคือสภาพคล่องของโลก หลังวิกฤตปี 2008 นโยบายดอกเบี้ยต่ำและ QE ทำให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยง นักลงทุนยอมรับ valuation ที่สูงขึ้น เพราะต้นทุนเงินต่ำลง
นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดก็เปลี่ยนไป การเกิด Thematic investing การลงทุนตาม “ธีม” หรือ เทรนด์ใหญ่ที่คาดว่าจะเติบโตในอนาคต เช่น AI, Cloud หรือ EV ทำให้เงินไหลเข้าหุ้นเป็นกลุ่ม ไม่ใช่รายตัว ส่งผลให้เกิดการ rerating ทั้งอุตสาหกรรม หุ้นในธีมเดียวกันจึงแพงพร้อมกันได้
เมื่อย้อนกลับมาที่บริบทไทย หุ้นอย่าง DELTA ก็สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน เพราะไม่ได้ถูกตีราคาจากกำไรปัจจุบันเพียงอย่างเดียว แต่ถูกมองเป็นตัวแทนของธีม AI Infrastructure และ Data Center
อย่างไรก็ตาม แม้โลกจะเปลี่ยนไป แต่กรอบของหลักการในการคิดความเป็นพื้นฐานยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกยืดเวลาออกไป
กล่าวคือ ในอดีต “หุ้นแพง” มักจะถูกเทขายทันที แต่ในปัจจุบัน หุ้นสามารถแพงได้นานขึ้น ตราบใดที่อัตราการเติบโตยังคงค้ำยันอยู่
แต่เมื่อใดก็ตามที่การเติบโตไม่เป็นไปตามคาด ความแพงจะกลายเป็นความเสี่ยงทันที และการปรับตัวลงมักรุนแรงกว่ายุคก่อน เพราะ valuation เริ่มต้นจากที่สูงมาก
ดังนั้น “ความแพงของหุ้นในอดีต” คือการเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน แต่ “ความแพงของหุ้นในยุคนี้” คือการเปรียบเทียบปัจจุบันกับอนาคต
และยิ่งอนาคตที่ตลาดเชื่อมีขนาดใหญ่และเติบโตเร็วเท่าไร ตลาดก็ยิ่งยอมจ่ายแพงขึ้นไปอีก
ทั้งหมดนี้ คือเหตุผลที่หุ้นแพงในวันนี้ยังสามารถวิ่งต่อได้…จนกว่าความคาดหวังนั้นจะสะดุด
ตลาดหุ้นไทย กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการมอง “หุ้นแพง” ที่สวนกับตลาดหุ้นโลก
สิ่งที่ควรถามไม่ใช่แค่ มันแพงเกินไปหรือเปล่า!?
แต่มันยังโตทันราคาที่เราจ่ายหรือเปล่า!? อันนี้สำคัญกว่า
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 เม.ย. 69)





