
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทย จะขยายตัว 1.6% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.1 – 2.1%) ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.0% จากผลของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ที่ส่งผลกระทบมาถึงต้นทุนราคาพลังงาน อย่างไรก็ดี การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ
ขณะที่มูลค่าการส่งออก คาดว่าจะขยายตัวที่ 6.2% ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก
โดยการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ดังกล่าว มาจากสมมติฐานที่สำคัญ ดังนี้
1. ภาวะเศรษฐกิจของ 15 ประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ในปี 69 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.0% ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ยังสะท้อนการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจากปี 68
2. อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ เฉลี่ยทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 32 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทจะอ่อนค่าสุดในช่วงไตรมาส 2 และจะเริ่มทยอยแข็งค่าขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
3. ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นยังคงผันผวน และมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตลอดทั้งปี
4. จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งปี 69 คาดว่าจะอยู่ที่ 33.5 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวราว 1.5 ล้านล้านบาท โดยมียอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ 45,100 บาท/คน/ทริป
5. รายจ่ายภาคสาธารณะ ในปี 69 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 4.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4%
“เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง พร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ
ทั้งนี้ ต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3. สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูง และภัยแล้ง และ 4. ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังอยู่ในระดับสูง
นายวินิจ ยืนยันว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยยังไม่น่ากังวลและยังไกลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูง (Stagflation) เนื่องจากเครื่องชี้เศรษฐกิจทุกตัวยังอยู่ในกรอบ โดยเฉพาะการลงทุนที่ยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจไทยจะยังไม่มีความน่ากังวลจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว แต่เราก็มีความระวังระวังอยู่ตลอด เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีโอกาสที่จะทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤติดังนั้นสิ่งที่เราไม่รู้คือความไม่แน่นอนรายวัน ซึ่งต้องเตรียมตัวรับมืออยู่ตลอดเวลา
“ผมรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง กระทรวงการคลังก็เป็นห่วง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็กังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แต่ยืนยันว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยในวันนี้ยังไม่น่าจะมีภาวะ Stagflation แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะก็มีโอกาสที่จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติได้ โดยสิ่งที่ต้องกังวลจากนี้คือ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันคือความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถเกิดได้ทุกมิติจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์” นายวินิจ กล่าว
อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ หลังจากเจอปัจจัยกดดันจากวิกฤตพลังงาน ไม่เพียงแต่ปรับมาตรการในการให้ความช่วยเหลือมาเป็นแบบมุ่งเป้าแล้ว ยังต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อสามารถเติบโตได้ในระยะยาวและแข็งแรงกว่าเดิม โดยขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการเร่งวางยุทธศาสตร์และผลักดันมาตรการเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
นายวินิจ กล่าวว่า ในภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐจะขยายตัว 1.3% และการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.7% อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน (Crowding-in effect) ได้อีกทางหนึ่ง
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลัง ตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น โดยแม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้น แตะระดับ 30% ต่อ GDP โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล อันจะเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)





