
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 4/2569 โดยกล่าวว่าขณะนี้กำลังเร่งสร้างความเชื่อมโยงและความเป็นเอกภาพในการทำงานโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสภานโยบายการอุดม
“สิ่งที่เรากำลังทำ คือการเชื่อมโยงกลไกของ สอวช. PMU มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อสร้าง Growth Engine
รมว. อว. ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการเพิ่มการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ของประเทศ โดยได้มีแนวทางประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการเข้าถึงทุนวิจัยขนาดใหญ่ เสนอให้ศึกษาโมเดลกองทุนและการลงทุนระดับโลก เช่น Temasek ของสิงคโปร์ เพื่อออกมาตรการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมระบุว่า ความท้าทายระดับประเทศ ทั้งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม วิกฤตสิ่งแวดล้อม และปัญหา PM2.5
“หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนการลงทุนด้าน ววน. (วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้ในระดับ 20,000 ล้านบาทตามเป้าหมาย จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในระยะยาว
ด้านนายสุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้กล่าวแนะนำคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. พร้อมนำเสนอภาพรวมภารกิจของ สอวช. รวมถึงโครงการสำคัญ ในปี 2569 ประกอบด้วย การปฏิรูประบบ อววน. และกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน.
ขณะที่ นางสาวสิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. ได้รายงานความก้าวหน้านโยบายอุตสาหกรรมอาหารอนาคตของไทย โดยชี้ให้เห็นว่า จากกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพด้วย อววน. พ.ศ. 2569-2578 ประเด็นเรื่องอาหารอนาคตถือเป็นหนึ่งในสาขาเป้าหมายที่ต้องให้ความสำคัญ โดยในปี 2568 พบว่าตลาดอาหารอนาคตไทยมีมูลค่ารวมกว่า 356,000 ล้านบาท แบ่งกลุ่มได้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพและสารประกอบเชิงฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคลผลิตภัณฑ์อินทรีย์และอาหารไม่ปรุงแต่ง และโปรตีนทางเลือก และมีสาขาย่อย (Subsector) เป้าหมาย
ได้แก่ 1.สารประกอบเชิงฟังก์ชัน (Functional Ingredient) และ 2. โปรตีนทางเลือกจากวัตถุดิบไทย (Protein Ingredient)
นางสาวสิรินยา ยังได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคต ด้วย อววน.ที่ได้ตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมอาหารอนาคตให้ได้รวม 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 โดยมีข้อเสนอสำคัญในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายผ่านการต่อยอดอุตสาหกรรม การวิจัยและพัฒนา และการพัฒนาตลาด โดยมีโครงการสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การผลักดัน 150 Positive Lists หรือการกล่าวอ้างสรรพคุณหรือประโยชน์ต่อสุขภาพ (Health Claim) ของอาหารหรือส่วนประกอบการของอาหารที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยลดระยะเวลา ค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ใหม่และสามารถนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น 2. กลไกเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วย Function Claim (FFC)ผ่านโครงการนำร่อง โดยคัดเลือกสินค้าเกษตรเพื่อการกล่าวอ้างเชิงหน้าที่ของสารสำคัญและพัฒนาเครื่องหมายและระบบรับรองพืช ผักและผลไม้ที่มีสารสำคัญสูง 3. R&D Consortium สารสกัดกระชายดำ
“อยากเชิญชวนหน่วยงานทุกภาคส่วน เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Plant 30% Leaders Club”ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีข้อตกลงร่วมกันในการเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชไม่น้อยกว่า 30%ของมื้ออาหารหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เพื่อร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทย” นางสาวสิรินยา กล่าว
นางสาวสิรินยา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขั้นต่อไปของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารอนาคตจะต้องมีการจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับนโยบายถึงระดับปฏิบัติการ โดยได้ตั้งเป้าพลิกโฉมเกษตรอาหารไทยให้แข่งขันได้และมั่นคงด้วย Productivity &Innovation & SustainableBranding เพื่อมุ่งสู่ตลาดใหม่ที่มีมูลค่าสูง โดยคาดว่าในปี 2575 จะมีขนาดของตลาดสูงถึง 4,660,296 ล้านบาท
ที่ประชุมยังได้ร่วมกันหารืออย่างกว้างขวาง โดยมองว่า อาหารแห่งอนาคตไม่ใช่เพียงเรื่องอุตสาหกรรมแต่ควรผลักดันให้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยให้ความสำคัญทั้งในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพประชาชน การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการสร้างขีดความสามารถใหม่ของประเทศ ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ ตั้งแต่งานวิจัย วัตถุดิบ มาตรฐาน Positive List ไปจนถึงตลาดและการยอมรับของผู้บริโภค โดยเสนอให้ใช้แนวคิด “Sandbox” และการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อบูรณาการเศรษฐกิจ อาหาร เกษตร สุขภาพและนวัตกรรมเข้าด้วยกันในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงระบบที่ชัดเจนและสามารถขยายผลในระดับประเทศต่อไปในอนาคต
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 พ.ค. 69)





