มองมุมต่าง: ความเข้าใจตลาดหุ้น สิ่งสำคัญของการสร้างผลตอบแทน มากกว่าการมองแค่ราคาที่ขึ้น-ลง

ตลาดหุ้นของโลกไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่ได้ถือกำเนิดจากแนวคิด “การลงทุน” แบบที่คนยุคนี้เข้าใจ แต่เกิดจากการที่มนุษย์พยายามหาเงินเพื่อสร้างอาณาจักร ขยายการค้า และเปลี่ยนโลก

กว่า 400 ปีก่อน การเดินเรือหนึ่งครั้งอาจใช้เวลาหลายเดือน ต้องเผชิญพายุ โจรสลัด โรคระบาด และสงคราม แต่ถ้าเดินทางกลับมาได้ กำไรจากเครื่องเทศ ชา ผ้าไหม เงิน และทองคำ อาจมากพอจะเปลี่ยนชีวิตทั้งตระกูล

จึงเกิดแนวคิดที่สำคัญที่สุดแนวคิดหนึ่งของโลกการเงิน คือ “การระดมทุนจากคนจำนวนมาก” โดยแบ่งผลประโยชน์ออกเป็นส่วน ๆ หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า “หุ้น”

Amsterdam Stock Exchange ของเนเธอร์แลนด์ จึงถือกำเนิดขึ้นในปี 1602 เพื่อรองรับการซื้อขายหุ้นของ Dutch East India Company หรือ VOC บริษัทเดินเรือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนั้น บริษัทนี้ไม่ได้เป็นแค่เอกชนธรรมดา แต่มีทั้งกองเรือ กองทัพ สิทธิในการทำสงคราม และปกครองดินแดน นักลงทุนที่ซื้อหุ้น VOC ในยุคนั้น เปรียบเสมือนการลงทุนใน “มหาอำนาจโลก” ของศตวรรษที่ 17

ความสำเร็จของดัตช์ทำให้หลายประเทศเริ่มลอกแบบระบบตลาดทุน เยอรมนี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในยุโรปยุคนั้น จึงพัฒนา Frankfurt Stock Exchange ขึ้นจากศูนย์แลกเปลี่ยนเงินตราของพ่อค้าในงานแฟร์การค้าขนาดใหญ่ เพราะยุคนั้นรัฐต่าง ๆ ในเยอรมนีใช้เงินคนละสกุล นักลงทุนจึงต้องมีศูนย์กลางทางการเงินที่เชื่อถือได้

ออสเตรียเองก็มี Vienna Stock Exchange ตั้งแต่ปี 1771 ซึ่งเกิดขึ้นในยุคที่จักรวรรดิฮับส์บวร์กกำลังขยายอำนาจทางเศรษฐกิจทั่วยุโรปกลาง ตลาดทุน จึงกลายเป็นเครื่องมือระดมทุนของชนชั้นสูงและรัฐบาล

ขณะที่สหรัฐอเมริกา หลังประกาศเอกราชได้ไม่นาน เศรษฐกิจก็เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว Philadelphia Stock Exchange จึงถือกำเนิดในปี 1790 เพื่อรองรับการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นธนาคาร เพราะประเทศใหม่อย่างอเมริกาต้องใช้เงินมหาศาลในการสร้างระบบเศรษฐกิจ

ต่อมาในปี 1792 นายหน้าซื้อขายหุ้น 24 คนในนิวยอร์กได้รวมตัวกันใต้ต้นไม้บนถนนวอลล์สตรีท ลงนามใน “Buttonwood Agreement” ซึ่งกลายเป็นต้นกำเนิดของ New York Stock Exchange หรือ NYSE ตลาดหุ้นที่ปัจจุบันใหญ่ที่สุดในโลก

ในอังกฤษ ช่วงศตวรรษที่ 18 ลอนดอนกลายเป็นศูนย์กลางจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก พ่อค้า นักลงทุน และเจ้าของเรือมักนัดพบกันในร้านกาแฟเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารทางธุรกิจ ร้านกาแฟเหล่านี้จึงกลายเป็น “ศูนย์กลางตลาดทุนยุคแรก” ก่อนที่ London Stock Exchange จะถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปี 1801

อิตาลีมี Milan Stock Exchange เกิดขึ้นในยุคที่เมืองมิลานเป็นศูนย์กลางการเงินและอุตสาหกรรมของยุโรปตอนใต้ ส่วน Copenhagen Stock Exchange ของเดนมาร์ก ก็สะท้อนความรุ่งเรืองทางการค้าของกลุ่มประเทศนอร์ดิกในยุคเดินเรือ

Oslo Stock Exchange ของนอร์เวย์เริ่มต้นจากการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์และการเดินเรือ เพราะนอร์เวย์เป็นชาติที่มีอุตสาหกรรมเรือและประมงแข็งแกร่งมากในยุโรปเหนือ

Madrid Stock Exchange ของสเปนเกิดขึ้นในยุคหลังจักรวรรดิสเปนเริ่มอ่อนแรง รัฐบาลต้องการระบบระดมทุนเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ ขณะที่ Swiss Exchange ของสวิตเซอร์แลนด์เติบโตจากความเป็นศูนย์กลางธนาคารและการเงินระหว่างประเทศ

Toronto Stock Exchange ของแคนาดาเติบโตมาพร้อมกับธุรกิจเหมืองแร่และทรัพยากรธรรมชาติ เพราะแคนาดาเต็มไปด้วยทองคำ น้ำมัน และโลหะ นักลงทุนจึงหลั่งไหลเข้ามาเก็งกำไรและลงทุนในบริษัทเหมือง

Australian Securities Exchange ของออสเตรเลียก็มีจุดเริ่มต้นคล้ายกัน เพราะยุคตื่นทองในออสเตรเลียทำให้เกิดบริษัทเหมืองจำนวนมหาศาล และจำเป็นต้องใช้ตลาดทุนระดมเงิน

Bombay Stock Exchange ของอินเดีย ถือเป็นตลาดหุ้นที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย เริ่มต้นจากกลุ่มนายหน้าที่ยืนซื้อขายหุ้นกันใต้ต้นไม้ในเมืองมุมไบ ช่วงที่อินเดียยังอยู่ภายใต้อังกฤษ การค้าฝ้าย ชา และสิ่งทอทำให้เกิดชนชั้นนักธุรกิจอินเดียรุ่นแรก

ญี่ปุ่นหลังยุคปฏิรูปเมจิ เปิดประเทศและเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว Tokyo Stock Exchange จึงถูกก่อตั้งในปี 1878 เพื่อระดมทุนสร้างโรงงาน รถไฟ และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ จนญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจเอเชียในเวลาต่อมา

Johannesburg Stock Exchange ของแอฟริกาใต้เกิดขึ้นจาก “ยุคตื่นทอง” เช่นกัน หลังมีการค้นพบทองคำและเพชรจำนวนมหาศาล นักลงทุนจากยุโรปหลั่งไหลเข้าสู่แอฟริกาใต้ ทำให้ตลาดทุนเติบโตอย่างรวดเร็ว

Hong Kong Stock Exchange เกิดขึ้นในปี 1891 ช่วงที่ฮ่องกงอยู่ภายใต้อังกฤษ และกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างจีนกับโลกตะวันตก ต่อมาหลังจีนเปิดประเทศ ฮ่องกงก็กลายเป็นประตูหลักของเงินทุนต่างชาติที่ต้องการลงทุนในจีน

NASDAQ ซึ่งก่อตั้งในปี 1971 ถือเป็นการปฏิวัติตลาดทุนโลก เพราะเป็นตลาดหุ้นอิเล็กทรอนิกส์แห่งแรก โลกเริ่มเปลี่ยนจากการตะโกนซื้อขายบนฟลอร์ มาเป็นระบบคอมพิวเตอร์ NASDAQ จึงกลายเป็นบ้านของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Apple, Microsoft, Amazon, Google และ NVIDIA

ประเทศไทยเอง แม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET จะเพิ่งก่อตั้งในปี 2518 และมีอายุเพียงประมาณ 51 ปี แต่ก็มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

ก่อนมี SET บริษัทไทยส่วนใหญ่ต้องพึ่งเงินกู้จากธนาคาร แต่หลังจากมีตลาดทุน ธุรกิจไทยสามารถระดมทุนจากประชาชนได้โดยตรง ทำให้เกิดการเติบโตของธนาคาร พลังงาน ค้าปลีก สื่อสาร อสังหา และโรงพยาบาล

SET เติบโตแรงในยุคเศรษฐกิจบูมช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ก่อนจะผ่านวิกฤตครั้งใหญ่หลายรอบ ทั้งวิกฤตการเงินโลก โควิด และเงินทุนไหลออก

แม้จะยังอายุน้อยเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นยุโรปที่มีอายุเกิน 200–400 ปี แต่ตลาดหุ้นไทยก็กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุนสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วน Shanghai Stock Exchange ของจีน แม้เพิ่งก่อตั้งในปี 1990 แต่เติบโตเร็วอย่างมหาศาล เพราะจีนใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ จากตลาดเล็ก ๆ ในเซี่ยงไฮ้ ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของโลก

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ตลาดหุ้นทั้ง 20 แห่งจะเกิดต่างยุค ต่างประเทศ และต่างวัฒนธรรม แต่มีจุดร่วมเหมือนกันทั้งหมด

ทุกตลาดหุ้นถือกำเนิดขึ้นในช่วงที่ประเทศนั้นกำลัง “เปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่”

บางประเทศกำลังสร้างจักรวรรดิ

บางประเทศกำลังปฏิวัติอุตสาหกรรม

บางประเทศกำลังเปิดประเทศ

บางประเทศกำลังกลายเป็นมหาอำนาจใหม่ของโลก

และตลาดทุนก็คือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นเติบโตเร็วกว่าเดิมหลายเท่า

จากยุคเรือสินค้า สู่ยุครถไฟ จากยุคน้ำมัน สู่ยุค AI โลกเปลี่ยนมาตลอดหลายร้อยปี

แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือมนุษย์ยังคงใช้ “ตลาดหุ้น” เป็นเครื่องมือในการระดมทุนเพื่อสร้างอนาคตของโลกเสมอ

ฉะนั้น ความสำคัญของตลาดหุ้นแต่ละแห่งบนโลก จึงไม่ได้วัดกันว่า ที่ไหนดีที่สุด ? หรือ ที่ไหนแย่ที่สุด? แต่ขึ้นอยู่กับบริบททางเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และบทบาทของประเทศนั้น ๆ ในแต่ละยุคสมัย

ตลาดหุ้นยุโรปอย่างอัมสเตอร์ดัม ลอนดอน หรือแฟรงก์เฟิร์ต อาจเป็นรากฐานของระบบทุนนิยมโลก เพราะเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคเดินเรือและล่าอาณานิคม ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง NYSE และ NASDAQ กลายเป็นศูนย์กลางของโลกยุคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

ส่วนตลาดหุ้นเอเชียอย่างโตเกียว ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ หรือแม้แต่ตลาดหุ้นไทย ก็สะท้อนการเติบโตของภูมิภาคเอเชียในช่วง 50–100 ปีหลัง ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มเปลี่ยนศูนย์กลางจากตะวันตกมาสู่ตะวันออก

 

ดังนั้น ตลาดหุ้นแต่ละแห่งจึงมีหน้าที่ต่างกัน

  • บางตลาดเป็นศูนย์กลางการเงินโลก
  • บางตลาดเป็นแหล่งระดมทุนอุตสาหกรรม
  • บางตลาดสะท้อนเศรษฐกิจเกิดใหม่
  • บางตลาดเติบโตจากทรัพยากรธรรมชาติ
  • บางตลาดเติบโตจากเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ไม่มีตลาดไหนด้อยค่ากว่าอีกตลาดหนึ่ง เพราะทุกตลาดล้วนเป็นภาพสะท้อนของประเทศนั้น ๆ

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจเต็มไปด้วยบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม
  • ตลาดหุ้นจีนเติบโตเร็ว เพราะเศรษฐกิจจีนขยายตัวมหาศาลในช่วงไม่กี่สิบปี
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่นแข็งแกร่ง เพราะญี่ปุ่นมีฐานอุตสาหกรรมระดับโลก
  • ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเอง ก็สะท้อนเศรษฐกิจไทยในแบบของไทย ทั้งพลังงาน ธนาคาร ค้าปลีก โรงพยาบาล ท่องเที่ยว อสังหา และอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ

รวมถึงบริษัทจดทะเบียนก็เช่นกัน

  • บริษัทในแต่ละประเทศเติบโตภายใต้บริบทที่ต่างกัน ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวกันทั้งหมด
  • บริษัทเทคโนโลยีของอเมริกาอาจเติบโตแบบก้าวกระโดด
  • บริษัทญี่ปุ่นอาจเน้นเสถียรภาพระยะยาว
  • บริษัทจีนอาจเติบโตเร็วจากขนาดตลาดมหาศาล

ส่วนบริษัทไทยจำนวนมากเติบโตจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และความแข็งแกร่งในภูมิภาค

แต่สิ่งสำคัญของนักลงทุนจึงไม่ใช่การมองว่า “ตลาดไหนดีที่สุด” แต่คือการเข้าใจว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นกำลังเดินไปทางไหน ธุรกิจในตลาดนั้นแข็งแกร่งจากอะไร และบริษัทกำลังสร้างมูลค่าเพิ่มได้จริงหรือไม่

เพราะตลาดหุ้นทั่วโลก แม้จะมีประวัติศาสตร์ต่างกันหลายร้อยปี แต่แก่นแท้เหมือนกันทั้งหมด คือเป็นสถานที่ที่เชื่อมเงินทุนเข้ากับอนาคตของธุรกิจ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของทุกประเทศบนโลกเสมอ

ธิติ ภัทรยลรดี

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)