
นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมดีซ กรุ๊ป [MEDEZE] เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ ATMP จะกลายเป็นอนาคตที่สำคัญของประเทศไทย บริษัทจึงเดินหน้าสร้างระบบรากฐาน Ecosystem ทั้งหมดในไทย ซึ่งล่าสุดร่วมมือกับศูนย์เชี่ยวชาญด้านตัวเร่งชีวภาพและเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรับมอบเทคโนโลยีการผลิตโปรตีนรีคอมบิแนนท์
Recombinant human interleukin-2 (rhIL-2) เป็นโปรตีนสำคัญที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงและกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น NK cells และ T-cells อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของงานวิจัยด้านภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy), เซลล์บำบัด (Cell Therapy) และการพัฒนายาชีววัตถุสมัยใหม่
MEDEZE มีแผนที่จะเข้าสู่กระบวนการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) และตั้งเป้าหมายที่จะขึ้นทะเบียนยาสเตมเซลล์ให้เสร็จสิ้นภายในปี 69 นี้ โดยในปีนี้จะเน้นไปที่งานวิจัยเพื่อขึ้นทะเบียนยารักษาโรค 2 กลุ่มโรค กระบวนการทั้งหมดจะเป็นการนำไปใช้รักษาจริงที่ปลายทาง เมื่อทำสำเร็จจะทำให้บริษัทมีผลิตภัณฑ์ยาและสามารถขึ้นทะเบียนยาได้เองตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยให้สามารถครอบคลุมการให้บริการด้านการรักษาโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ปัจจุบันกระบวนการเพาะเลี้ยงสเตมเซลล์ในไทย ต้องพึ่งพาและนำเข้าน้ำยาเลี้ยงเซลล์มาจากสหรัฐหรือญี่ปุ่นทั้งสิ้น หากสามารถจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์ได้เองในประเทศไทย จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบ ATMP Ecosystem ของไทยได้อย่างยั่งยืน และหากวันใดที่เราทำสำเร็จ MEDEZE จะกลายเป็น 1 ใน 10 บริษัทของโลกที่สามารถผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์ได้เอง ซึ่งจะทำให้เราควบคุมได้ทั้งมาตรฐาน คุณภาพ และราคา”นายแพทย์วีรพล กล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจต้นน้ำสูงสุด บริษัทจำเป็นต้องมีส่วนประกอบ (Component) สำคัญ นั่นคือการสังเคราะห์โปรตีนขึ้นมาเพื่อใช้ในการผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์ของตัวเอง ซึ่งหากบริษัทสามารถดำเนินกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนได้สำเร็จจะทำให้สามารถพัฒนาน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ในรูปแบบใดก็ได้ตามความต้องการ เพื่อนำไปใช้เพาะเลี้ยงและทำธนาคารเซลล์ในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างแพร่หลาย ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ด้วยตนเอง ซึ่งกลยุทธ์ Deep Tech ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างความมั่นคงทางธุรกิจให้กับ MEDEZE ในระยะยาวต่อเนื่องถึง 20-30 ปีข้างหน้า
ด้านนางสาวอลิสา วังใน นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญด้านตัวเร่งชีวภาพและเทคโนโลยี และอาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการเติบโตของภาคการแพทย์ในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมาก และไทยมีศักยภาพความพร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญในปัจจุบันคือ ประเทศไทยยังคงขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำและต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์จากต่างประเทศ ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมราคาได้ และมีต้นทุนที่สูงมากจากทั้งราคาวัตถุดิบรวมถึงค่าขนส่ง เป็นจุดสำคัญที่ทำให้วงการแพทย์ไทยไม่สามารถเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้น การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประเทศสามารถผลิตวัตถุดิบเหล่านี้ได้เอง
สำหรับวัตถุดิบสำคัญในทางการแพทย์สมัยใหม่คือ โปรตีนสายพันธุ์ใหม่ หรือ Recombinant Protein ซึ่งแม้จะมีการนำไปใช้ในภาคส่วนอื่นๆ อยู่บ้างแล้ว แต่ในทางการแพทย์นั้นมีความจำเป็นต้องใช้โปรตีนที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก และต้องมีฟังก์ชันที่สามารถตรวจสอบยืนยันได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ ดังนั้น นวัตกรรมชิ้นนี้จึงเป็นตัวแรกที่ทางศูนย์เชี่ยวชาญฯ มุ่งมั่นดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ และพร้อมที่จะส่งมอบถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าวให้กับภาคเอกชนอย่าง MEDEZE
ทั้งนี้ ในปัจจุบันสถาบันการศึกษาดำเนินการผลิตและทดลองได้ในระดับห้องปฏิบัติการ ซึ่งเพียงพอต่อการทำวิจัย แต่ยังไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้าง รวมถึงหน่วยงานเอกชนที่มีเป้าหมายจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคและของโลก ดังนั้น จึงควรเร่งสร้างแพลตฟอร์มการผลิตขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน และสามารถควบคุมราคาตลอดจนคุณภาพได้ด้วยตัวเอง โดยมหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางและเป็นจุดเริ่มต้นในการคิดค้นนวัตกรรม ก่อนจะส่งต่อเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนนำไปขยายกำลังการผลิตให้ใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้ราคาต้นทุนถูกลง
“ปัจจุบัน เทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นมานี้ สามารถช่วยลดต้นทุนให้ถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศได้แล้วอย่างน้อย 50% แต่อย่างไรก็ตามนี่ยังไม่พอ หลังจากนี้ทาง MEDEZE จะต้องนำเทคโนโลยีที่ได้รับไปพัฒนาต่อยอดในภาคอุตสาหกรรม และดำเนินการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่พร้อมและปลอดภัยในการส่งต่อถึงมือผู้บริโภคในอนาคต”นางสาวอลิสา กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)




