
เมื่อเวลา 1.43 น. ราคาหุ้น DELTA ลบ 3.11% มาที่ 343.00 บาท ลดลง 11.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขายกว่า 3.2 พันล้านบาท
HANA ลบ 4.94% มาที่ 38.50 บาท ลดลง 2.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.17 พันล้านบาท
KCE ลบ 0.68% มาที่ 36.25 บาท ลดลง 0.25 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.43 พันล้านบาท
บล.เคจีไอ ระบุว่า เรายังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) [DELTA] บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส [HANA] บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ [KCE] “น้อยกว่าตลาด” และแนะนำ “ขาย” หุ้นทุกตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เราศึกษาอยู่ โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ของ DELTA ที่ 245 บาท, ของ HANA ที่ 28 บาท และของ KCE ที่ 25 บาท เรามองว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมยังเป็นบวก แต่ราคาหุ้นน่าจะสะท้อนไปมากแล้ว และราคาหุ้นในปัจจุบันมี Premium เกินไปแล้ว
ทั้งนี้ กำไรจากธุรกิจหลักของบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่เราศึกษาอยู่ (Delta Electronics (Thailand) (DELTA.BK/DELTA TB), Hana Microelectronics (HANA.BK/HANA TB) และ KCE Electronics (KCE.BK/KCE TB)) ในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 9 พันล้านบาท (+67% YoY, +21% QoQ) นำโดย DELTA ซึ่งผลประกอบการออกมาดีเกินคาด เพราะทั้งยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นออกมาดีกว่าที่คาดไว้ทั้งคู่ ส่วนผลประกอบการของ KCE เป็นไปตามคาด เพราะอัตรากำไรขั้นต้นที่ออกมาดีเกินคาดช่วยชดเชยยอดขายที่อ่อนแอเกินคาดไปได้บางส่วน ในขณะที่ HANA มีผลขาดทุนจากธุรกิจหลักเพราะอัตรากำไรขั้นต้นต่ำเกินคาด เนื่องจากมีการ Write-down สินค้าในสต็อก และค่าใช้จ่าย SG&A พุ่งสูงขึ้นจากหนี้สงสัยจะสูญจะดีขึ้นจากนี้ไป
เป้าหมายในภาพรวมของบริษัทต่าง ๆ ที่ได้จากการประชุมนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้นจากนี้ไปคล้าย ๆ กัน ซึ่งจะนำโดย DELTA โดย DELTA มองเห็นแนวโน้มคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งและชัดเจนมาก อย่างน้อยในอีกสามเดือนข้างหน้า (จากการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี AI) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรจาก Product Mix ที่แข็งแกร่ง
ส่วน KCE คาดว่าจะบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยการ i) เจรจาขอปรับราคากับลูกค้า ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลในเดือนมิถุนายน 2569 และ ii) คุมต้นทุน
สำหรับ HANA คาดว่าผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลัก (OSAT และ PCBA) น่าจะแสดงสัญญาณที่ดีขึ้นบ้างในช่วงที่เหลือของปีนี้ ในขณะเดียวกัน อาจจะมีคำสั่งซื้อที่เกี่ยวข้องกับ AI เข้ามา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทำรายได้ให้บริษัทจาก H2/69 เป็นต้นไป
ดังนั้น เราจึงคาดว่าผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ทุกแห่งที่เราศึกษาอยู่จะดีขึ้น QoQ เพราะปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัท โดยคาดว่ากำไรของ DELTA จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่สุด QoQ เพราะอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ Data Center
ตามมุมมองของ KGI Taiwan ที่คาดว่าการเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) ของ Hyperscaler (CSP) จะขับเคลื่อนให้มีการปรับขยายสายโซ่อุปทาน AI หลังจากที่ CSPs ขนาดใหญ่ปรับเพิ่มงบลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทีมวิจัย KGI Taiwan ยังคาดว่าวัฏจักรการลงทุนใน AI รอบนี้ซึ่งผ่านมาสามปีแล้วอาจจะยังไม่ถึงจุดสูงสุดเมื่อเทียบกับวัฏจักรรอบก่อน ๆ ซึ่งได้แก่รอบของ ICT Hardware และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กินเวลาประมาณ 5 ปีก่อนจะถึงจุดสูงสุด
เรามองว่าภาวะที่เป็นบวกจากกระแสโลกอาจจะช่วยหนุนภาวะตลาดของหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย แม้ว่าระดับของรายได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI จะแตกต่างกันไป นำโดย DELTA (ประมาณ 40%), HANA (ประมาณเลขหลักเดียวถึงสองหลักในปีหน้า) ในขณะที่ KCE ไม่มีรายได้ส่วนนี้เลย
แต่เราคาดว่าราคาหุ้นน่าจะสะท้อนแนวโน้มข้างหน้าไปมากแล้ว โดยมีการให้ Premium สูงมาก (PER ของ DELTA อยู่ที่ 120x, ของ HANA อยู่ที่ 37x และของ KCE อยู่ที่ 40x) ทั้งนี้ เราได้ทำการวิเคราะห์ Sensitivity ของ EPS จากธุรกิจหลักกับราคาหุ้น และพบว่าราคาหุ้นมี Upside จำกัด แม้จะขยับไปใช้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 70 แล้วก็ตาม ราคาหุ้นจะยังมี Upside หากใช้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 บน +2.0 S.D. จากค่าเฉลี่ยในอดีต แต่เป็นระดับที่ไม่น่าจะสามารถยืนได้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)





