
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” 60/40 ณ วันที่ 28 พ.ค.69 เวลา 13.00 น. ว่า มีประชาชนมาลงทะเบียนแล้วประมาณ 26 ล้านคน ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 25.4 ล้านคน รอตรวจสอบคุณสมบัติ 1.12 แสนคน และลงทะเบียนไม่สำเร็จ ประมาณ 4.68 แสนคน โดยส่วนหนึ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว 4.66 แสนคน และอื่น ๆ เช่น ย้ายไปต่างประเทศ เคยทำผิดเงื่อนไขคนละครึ่ง เป็นต้น
โดยล่าสุด ณ เวลา 17.15 น. ยังมีสิทธิคงเหลืออีกราว 4.34 ล้านสิทธิ จากทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ โดยในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) จะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นวันสุดท้าย จนถึงเวลา 22.00 น.
สำหรับร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 พบว่า เป็นร้านค้ารายเดิมที่ผ่านเกณฑ์ 9.77 แสนราย โดยอยู่ระหว่างร้านค้ากดยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไข (T&C) จำนวน 3.79 แสนราย ลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 5.98 แสนราย ขณะเดียวกัน เป็นร้านค้าใหม่ 4.39 หมื่นราย โดยในจำนวนนี้อยู่ระหว่างรอการตรวจสอบเพื่อเข้าร่วมโครงการ 3.74 พันราย ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 3.98 หมื่นราย ในส่วนนี้อยู่ระหว่างร้านค้ายอมรับ T&C จำนวน 6.15 พันราย และลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ 3.36 หมื่นราย และมีร้านค้าที่ถูกปฏิเสธการลงทะเบียน 350 ราย รวมเป็นร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จพร้อมใช้ จำนวน 6.31 แสนราย
ทั้งนี้ ขอประชาสัมพันธ์ให้ร้านค้าเร่งเข้าไปกดยอมรับ T&C เนื่องจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะเริ่มในวันที่ 1 มิ.ย. 2569
โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า ปัญหาของการลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ทั้งในส่วนของประชาชน และร้านค้า พบว่า ส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ และลบแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ออกจากโทรศัพท์ ทำให้ต้องมีการยืนยันตัวตนใหม่ ซึ่งสามารถทำเองผ่านแอปพลิเคชันได้โดยตรง หรือทำผ่านตู้ ATM ได้
แต่ยอมรับว่า มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี จึงจำเป็นเดินทางไปที่สาขาธนาคารกรุงไทย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยทำการยืนยันตัวตนให้ ซึ่งทางธนาคารกรุงไทย ก็ได้ให้การสนับสนุนเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี
สำหรับผลของเม็ดเงินจากโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพียงใดนั้น โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า ยังต้องรอประเมินจำนวนเงินที่เข้าระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยมาตรการนี้ มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบวิกฤตพลังงานให้กับประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรง

“ร้านค้าจำนวนมาก ยังมีความกังวลเรื่องภาษี โดยเฉพาะกรณีไม่มีหลักฐานต้นทุนสินค้า ซึ่งกลัวว่าจะถูกประเมินภาษีแบบเหมาในอัตราสูงนั้น อยากแนะนำให้ใช้ข้อมูลจากแอปฯ เป็นหลักฐานรายรับ-รายจ่าย หรือ statement เพื่อยืนยันกำไรที่แท้จริง ซึ่งหลักฐานนี้ สามารถนำไปใช้ยื่นกู้กับธนาคารได้ เช่น ธนาคารออมสิน เพื่อสร้างเครดิตทางการเงิน และเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น” โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 พ.ค. 69)





