อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กระตุ้นองค์กรเร่งวางแผนรับมือ เอลนีโญ-พายุเฮอริเคน

ฤดูกาลพายุเฮอริเคนในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกได้เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา แม้ผลสำรวจจะชี้ว่าปริมาณและความรุนแรงของพายุในปีนี้อาจจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพและความปลอดภัย ได้ออกมาเตือนให้องค์กรต่าง ๆ นำข้อมูลนี้มาเป็นแรงกระตุ้นในการยกระดับแผนเตรียมความพร้อม แทนที่จะชะล่าใจหรือลดความเข้มข้นของมาตรการ เนื่องจากอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญจะยิ่งทำให้สภาพอากาศแปรปรวนและยากต่อการคาดเดา
จากการพยากรณ์ขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ระบุว่า พายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกปีนี้จะมีสถิติต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยคาดการณ์ว่าจะมีพายุรุนแรงจนถึงขั้นต้องตั้งชื่อราว ๆ 8-14 ลูก ซึ่งในจำนวนนี้อาจพัฒนาเป็นพายุเฮอริเคนขนาดใหญ่ 1-3 ลูก เนื่องจากมีตัวแปรสำคัญคือปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะทวีความรุนแรงในช่วงพีกของฤดูกาล ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้พายุเหนี่ยวนำไปก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น และลดโอกาสการเกิดพายุในฝั่งแอตแลนติกลง
จอช โดซอร์ (Josh Dozor) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริการความช่วยเหลือด้านการแพทย์และความปลอดภัย ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “แม้ในฤดูที่มีการคาดการณ์ว่าจำนวนและความรุนแรงของพายุจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่พายุเฮอริเคนขนาดใหญ่ยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ดังเช่นกรณีของเฮอริเคนแอนดรูว์ในปี 2535 ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยพายุเพียงลูกเดียวได้สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนและการดำเนินธุรกิจ ขณะเดียวกัน การที่พายุสามารถทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วได้กลายเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องระมัดระวังและเตรียมความพร้อมในการรับมือตลอดฤดูพายุเฮอริเคน ก่อนที่พายุจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้”
วิกเตอร์ เฟอร์เรรา (Victor Ferreira) ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ส่วนงานบริการที่ปรึกษา ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวเพิ่มเติมว่า “หลายองค์กรมักตระหนักถึงจุดอ่อนของแผนการเตรียมความพร้อมเมื่อสายเกินไป โดยฤดูพายุเฮอริเคนปี 2568 เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์สามารถทวีความรุนแรงได้อย่างรวดเร็วเพียงใด ในปีดังกล่าวเกิดพายุที่ได้รับการตั้งชื่อจำนวน 13 ลูก เฮอริเคน 5 ลูก และเฮอริเคนขนาดใหญ่ 4 ลูก รวมถึงพายุระดับ 5 จำนวน 3 ลูก ได้แก่ เอริน ฮัมเบอร์โต และเมลิสซา พายุขนาดใหญ่เหล่านี้สร้างความเสียหายและผลกระทบในวงกว้างทั่วภูมิภาคแคริบเบียนและสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่าแม้ฤดูพายุเฮอริเคนไม่รุนแรงนัก ก็ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับสูงได้ อย่างไรก็ตาม รายงานประเมินแนวโน้มความเสี่ยง ประจำปี 2569 ของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส พบว่า มีองค์กรเพียง 35% ที่เชื่อมั่นว่าสามารถระดมและจัดสรรทีมงานเพื่อรับมือกับ
เหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นช่องว่างสำคัญด้านความพร้อมรับมือพายุเฮอริเคน เนื่องจากความรุนแรงของพายุอาจเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ระยะเวลาในการตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์มีจำกัดอย่างมาก”
เพื่อปิดช่องว่างและช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส จึงได้เปิดตัวบริการออกแบบ “แผนเตรียมความพร้อมรับมือพายุเฮอริเคน” โดยเฉพาะ เพื่อขับเคลื่อนให้องค์กรสามารถบรรลุมาตรฐานสูงสุดในการดูแลสวัสดิภาพของพนักงาน (Duty of Care) โดยแผนการดังกล่าวจะถูกปรับแต่งให้สอดคล้องกับโครงสร้างและประเภทธุรกิจที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้ประกอบการวางมาตรการรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อการหยุดชะงักทางธุรกิจ และปกป้องพนักงานได้อย่างครอบคลุม ผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยรอบด้าน ทั้งทำเลที่ตั้ง รูปแบบการดำเนินงาน และลำดับความสำคัญของโครงสร้างองค์กร
นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “พยากรณ์พายุเฮอริเคนปี 2569: ข้อควรพิจารณาด้านความเสี่ยง” เพื่อแบ่งปันข้อมูลภาพรวมการพยากรณ์อากาศในปี 2569 พร้อมชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญในแง่การปฏิบัติงาน และแนะแนวทางที่เป็นรูปธรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเผชิญเหตุพายุเฮอริเคนอย่างมีประสิทธิภาพ
7 ขั้นตอนสำคัญในการวางกลยุทธ์รับมือพายุเฮอริเคนอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับองค์กรที่ประสงค์จะยกระดับแผนเตรียมความพร้อมรับมือพายุเฮอริเคนให้มีความเข้มแข็งและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ขอแนะนำขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้ เพื่อวางกลยุทธ์การรับมือพายุเฮอริเคนอย่างมีประสิทธิภาพ
  1. จัดทำแผนที่แสดงที่ตั้งของสถานที่ทำงานและพนักงาน เปรียบเทียบกับเส้นทางของพายุเฮอริเคนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพื่อช่วยให้องค์กรเข้าใจระดับความเสี่ยงและความเปราะบางของแต่ละพื้นที่
  2. กำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนล่วงหน้า ว่าเมื่อใดควรระงับการปฏิบัติงานและโยกย้ายบุคลากรออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งตรวจสอบให้มั่นใจว่าเกณฑ์ดังกล่าวได้รับการสื่อสารไปยังทุกระดับภายในองค์กร ก่อนที่ฤดูพายุเฮอริเคนจะเริ่มต้นขึ้น
  3. แนะนำให้พนักงานจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการหลบภัยในที่ปลอดภัย อาทิ อาหาร น้ำ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และอุปกรณ์สื่อสาร
  4. วางแผนรับมือการหยุดชะงักของการดำเนินงานนานหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ซึ่งรวมถึงการจัดเตรียมระบบทำงานจากระยะไกล และระบบสื่อสารสำรองในกรณีไฟฟ้าขัดข้อง
  5. ควรทบทวนและทดสอบแผนการอพยพและการหลบภัยในที่ปลอดภัยล่วงหน้า ไม่ควรรอจนมีการประกาศเฝ้าระวังพายุ
  6. จัดทำร่างและอนุมัติข้อความแจ้งเตือนสำหรับการสื่อสารไปยังคนจำนวนมากล่วงหน้า รวมถึงทดสอบระบบแจ้งเตือนก่อนที่จะต้องใช้งานจริง
  7. ดำเนินการฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองตามแผนบริหารวิกฤตและความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อค้นหาช่องโหว่และแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 มิ.ย. 69)