หุ้นไทยปิดเช้าพุ่ง 13.83 จุด แกร่งเหนือภูมิภาค DELTA-GULF นำบิ๊กแคปรับอานิสงส์ Valuation ไม่แพง-ลุ้นคลังเคาะ TISA

SET ปิดเช้าที่ 1,577.42 จุด เพิ่มขึ้น 13.83 จุด (+0.88%) มูลค่าซื้อขายราว 27,812 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้ขึ้นมาได้แข็งแกร่งสวนภูมิภาคที่ปรับลงกังวลเงินเฟ้อสหรัฐ โดยหุ้นไทยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นใหญ่หลายกลุ่ม โดยเฉพาะ DELTA GULF พลังงาน-แบงก์-ไอซีที ภาพรวมตลาดเกิดการ Rotation แนวโน้มบ่ายคาดแกว่งพักฐานเพื่อขึ้นต่อ แนะติดตามการประชุมเฟด และมาตรการกองทุน TISA ประเมินกรอบแนวรับ 1,560 จุด และแนวต้าน 1,580 จุด

  • ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าที่ 1,577.42 จุด เพิ่มขึ้น 13.83 จุด (+0.88%) มูลค่าซื้อขายราว 27,812 ล้านบาท
  • การซื้อขายภาคเช้าปรับตัวขึ้นสวนภูมิภาค โดยทำจุดสูงสุด 1,581.92 จุด และจุดต่ำสุด 1,559.45 จุด

 

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ดีดขึ้นสวนทางตลาดหุ้นสหรัฐฯที่ปรับลงเมื่อคืนหลัง CPI เดือน พ.ค.เร่งขึ้น 4.2% YoY จาก 3.8% เดือนก่อน แม้ Core CPI เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าเพียง 0.2% ต่ำกว่าคาด แต่ตลาดกลับให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจชะลอการปรับลดดอกเบี้ยออกไป หรือในกรณีเลวร้ายอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปีหากแรงกดดันเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ถือว่าแข็งแกร่งกว่าหลายตลาดในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในกรอบจำกัด หรือมีแรงขายจากความกังวลทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ โดยตลาดบ้านเราได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นใหญ่กระจายหลายกลุ่ม โดยเฉพาะพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ ICT ธนาคาร พลังงาน และ ปิโตรเคมี นำโดย GULF, DELTA, ADVANC, PTTEP, IVL, SCC และ PTTGC แต่กลุ่มท่องเที่ยวยังอ่อนตัว เช่น AOT, CENTEL และ MINT สะท้อนภาพ rotation กลับมาเล่นหุ้นรีบาวด์

นอกจากนี้ การที่ตลาดหุ้นไทยยังปรับขึ้นได้ดีกว่าภูมิภาคส่วนหนึ่งมาจากหุ้นจำนวนมากยังมี Valuation ไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในเอเชีย โดยเฉพาะ เกาหลี ไต้หวันที่ก่อนหน้าขึ้นมาจากหุ้น Semiconductor รวมถึงมีความคาดหวังมาตรการกระตุ้นการลงทุนในประเทศ และเม็ดเงินใหม่จากกองทุนภายในประเทศที่จะทยอยเข้ามาสนับสนุนตลาด

แนวโน้มช่วงบ่ายคาดตลาดยังแกว่งตัวในลักษณะพักตัวเพื่อขึ้นไปต่อ ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะสั้น ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะมุมมองต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี หลังตลาดเริ่มกังวลมากขึ้นต่อความเป็นไปได้ที่เฟดอาจกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นหากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลงตามเป้าหมาย รวมถึงการประชุมและท่าทีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ย

ส่วนในประเทศ นักลงทุนยังติดตามความคืบหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนผ่านบัญชี TISA ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกระแสเงินลงทุนรวมถึงความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป

กลยุทธ์ยังเน้นสะสมเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่หุ้นที่ขึ้นแรงจน Overbought และไม่เลือกหุ้นที่อ่อนแรงจนขาดโมเมนตัม โดยให้น้ำหนักหุ้นที่ราคาอยู่โซนกลาง แต่พื้นฐานกำไรยังดี หรือมีแนวโน้มได้รับการปรับเพิ่มประมาณการ รวมถึงหุ้นปันผลสูงและหุ้นที่มีประเด็นเก็งกำไรเฉพาะตัว ขณะที่หุ้นเชื่อมโยงการบริโภคในประเทศน่าสนใจในรอบถัดไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาดและมีโอกาสเกิด Rotation เข้ามาได้

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยยังต้องอาศัยแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่กันไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมการลงทุนทั่วภูมิภาคยังได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ

ประเมินกรอบแนวรับ 1,560 จุด และแนวต้าน 1,580 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

  • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 2,907.27 ล้านบาท ปิดที่ 357.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท
  • GULF มูลค่าการซื้อขาย 1,992.36 ล้านบาท ปิดที่ 64.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท
  • SCB มูลค่าการซื้อขาย 1,346.11 ล้านบาท ปิดที่ 137.50 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
  • ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,258.37 ล้านบาท ปิดที่ 360.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท
  • TRUE มูลค่าการซื้อขาย 1,197.85 ล้านบาท ปิดที่ 14.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มิ.ย. 69)