
มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ระบุว่า แม้อุปสงค์รถยนต์ในจีนยังคงอ่อนแอ แต่ตลาดอาจกำลังเข้าใกล้จุดต่ำสุด หลังเผชิญภาวะซบเซาในไตรมาส 2 อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าการฟื้นตัวที่ชัดเจนยังไม่น่าจะเกิดขึ้นจนกว่าจะถึงช่วงปลายฤดูร้อน
จากการสำรวจช่องทางจำหน่ายและการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมล่าสุด พบว่ายอดขายรถยนต์เริ่มทรงตัว แม้อุปสงค์ผู้บริโภคยังไม่แข็งแกร่ง และยังไม่มีปัจจัยกระตุ้นผลประกอบการที่ชัดเจนในระยะใกล้
นักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในปัจจุบันอ่อนแอกว่าปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง โดยเงินลงทุนได้ไหลไปยังหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น ส่งผลให้หุ้นกลุ่มยานยนต์ถูกมองข้าม
ในด้านแนวโน้มยอดขาย นักวิเคราะห์มองว่า ยอดขายรถยนต์เดือนมิ.ย.มีโอกาสแข็งแกร่งกว่าที่ตัวเลขภาพรวมสะท้อน จากแรงหนุนของโปรโมชันกลางปีที่ยืดระยะเวลาออกไป เงินอุดหนุนจากภาครัฐ มาตรการจูงใจการจดทะเบียนรถในบางเมือง และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง
ขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งส่งออกในไตรมาส 2 คาดว่าจะอยู่ที่ 6.7-6.9 ล้านคัน ลดลง 3-5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับการหดตัว 8% ในไตรมาส 1
มอร์แกน สแตนลีย์คาดว่า เดือนก.ค.จะยังเป็นช่วงที่ยอดขายอ่อนตัวตามฤดูกาล ก่อนที่การฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นอาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และปัจจัยบวกตามฤดูกาลที่มาบรรจบกัน
ในส่วนของหุ้นรายตัว มอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า บีวายดี (BYD) และ จีลี่ ออโตโมบิล (Geely Automobile) เป็นผู้ผลิตรถยนต์จีนที่อยู่ในตำแหน่งพร้อมรับประโยชน์จากการฟื้นตัวมากที่สุด ขณะที่ เสี่ยวเผิง (Xpeng) ถูกมองว่าเป็นหุ้นที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหรือเหตุการณ์เฉพาะเป็นหลัก
นอกจากนี้ ตลาดรถยนต์ระดับแมสที่มีราคาราว 150,000 หยวน (20,900 ดอลลาร์สหรัฐ) มีแนวโน้มกลับมาเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และการยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า รถยนต์ระดับพรีเมียมและรถหรูจะเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยมีความท้าทายเชิงโครงสร้างในตลาดจีน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง ระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง และการรับประกันมูลค่าขายต่อของรถ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มิ.ย. 69)





