
พล.อ. อนันตพร กาญจนรัตน์ ในฐานะอดีตประธานกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (กมธ.ICT) เข้าให้ถ้อยคำและยืนยันข้อมูลและข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการสรรหา กรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันนี้กรณีปัญหาการขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม รวมถึงการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
ก่อนหน้านี้ อดีตประธาน กมธ.ICT และอดีตกรรมาธิการ ICT รวม 8 รายร่วมลงนามส่งข้อมูลและข้อเท็จจริง ได้แก่ รายงานการสอบหาข้อเท็จจริง ของ กมธ.ICT รวมถึงเอกสารสำคัญ ประกอบการพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของ นพ.สรณ ให้กับ คณะกรรมการสรรหา เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 จากนั้นคณะกรรมการสรรหาจึงเชิญเข้ามาให้ถ้อยคำ
พล.อ.อนันตพร ระบุว่า การมาให้ถ้อยคำวันนี้เพื่อยืนยันการให้ข้อมูลและข้อเท็จริงว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้าม ตามรายงานการสอบข้อเท็จจริงของ กมธ.ICT โดยมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ดังนี้
1. เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตาม ม.7 ข.(12) ประกอบ ม.20(4) เนื่องจากเป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรดมนาคม ในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนได้รับการคัดเลือก ตามมาตรา 15 เนื่องจากตรวจสอบพบว่าโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ประกอบกิจการโทรโทรทัศน์ “ช่อง รามาแชนแนล”
2. เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตาม ม.8 (3) ประกอบ ม.26 อันเนื่องจากเมื่อได้รับคัดเลือกเป็น กรรมการ.กสทช.แล้ว ยังรับเป็นกรรมการอิสระ ธนาคารกรุงเทพ และทำงางานตรวจรักษาคนใช้ในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน จึงมิได้ทำงานเต็มเวลา ตาม ม.26
3..เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม ตาม ม 8 (2), (3) ซึ่งถือเป็นผู้สละสิทธิ ตาม ม.18 เพราะภายหลังได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหา ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. และได้รับแจ้งจากประธานวุฒิสภาให้ลาออกจากสถานะหรือตำแหน่งตาม ม.8 (2), (3) แต่นพ.สรณ ไม่ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ (มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี) และยังไม่เลิกประกอบอาชีพอิสระที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ ในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด
และที่สำคัญที่สุด คือ นพ.สรณ ไม่ได้แสดงหลักฐาน มีแต่เพียงการแจ้งข่าวผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ว่าได้แจ้งต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งการลาออกและการแสดงเอกสารการลาออกดังกล่าวต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมตรีจะนำราบบังคมทูลเพื่อทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ดังนั้น การไม่แสดงหลักฐานภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าว “ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ” และให้ คณะกรรมการสรรหา ดำเนินการสรรหา กรรมการ กสทช.ใหม่
กมธ.ICT มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองสถานะ นพ.สรณ จากอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิตลว่า นพ.สรณ เป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย” จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 หลังจากวันที่ประธานวุฒิสภากำหนดและวันที่นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลฯ โดยมีสถานะดังกล่าวต่อเนื่องจนถึงก่อนวันมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพียงวันเดียว และยังปรากฎหลักฐาน ภงค.40 ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้ว่า นพ.สรณ มีรายได้ที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่แพทย์และประกอบวิชาชีพอิสระและทำงานให้กับบริษัทเอกชนต่อเนื่องภายหลังการเข้ารับตำแหน่งประธาน กสทช.จนถึง ปี 2566 ถือว่าขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม กระทำการผ้าฝืนต่อกฎหมาย และเป็น “ผู้สละสิทธิ” แล้วตามมาตรา 18
ด้วยเหตุดังกล่าว อดีตประธานและกรรมาธิการ ICT จึงมาให้ถ้อยคำต่อ คณะกรรมการสรรหา เพื่อยืนยันข้อมูลและข้อเท็จจริง ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมายจากประธานวุฒิสภาให้สอบข้อเท็จจริงตามคำร้องของ นายภูมิสิทธิ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช. ซึ่งผสสอบข้อเท็จจริงกรรมาธิการได้สรุปและมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า นพ สรณ เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม
“ผมได้ให้ข้อเท็จจริงทั้งหมดครบถ้วนไปหมดแล้ว ซึ่งสามารถพิจารณาได้เลย แต่ไม่แน่ใจว่า คกก.สรรหา จะให้เวลาอ่านข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการพิจารณาหาข้อยุติหรือไม่ ผมไม่ขอก้าวล่วง” พล.อ.อนันตพร กล่าวภายหลังเข้าชี้แจงต่อคกก.สรรหาฯ และยังระบุว่า เบื้องต้นคาดว่า คณะกรรมการสรรหาจะใช้เวลาพิจารณาข้อมูลประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนมีข้อยุติในประเด็นดังกล่าว”
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ในวันนี้ นพ.สรณ ได้ยื่นหนังสือ 2 ฉบับ เพื่อคัดค้านการดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยหนังสือฉบับแรกยื่นถึงประธานวุฒิสภา ขอให้วินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของคณะกรรมการสรรหา และมีคำสั่งยุติการดำเนินการที่เห็นว่าไม่มีฐานอำนาจตามกฎหมาย ขณะที่หนังสืออีกฉบับยื่นถึงประธานและกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อคัดค้านการตรวจสอบคุณสมบัติ โดยเห็นว่าอาจขาดความเป็นกลาง พร้อมแจ้งว่าจะไม่เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการสรรหา เนื่องจากเห็นว่าประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และข้อคัดค้านเรื่องความเป็นกลางยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 มิ.ย. 69)





