
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) , บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) , บล.เกียรตินาคินภัทร ร่วมกับ BofA Securities และบล.ยูบีเอส (ประเทศไทย) จัดงาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” 26-28 สิงหาคม 2569 โดยมีปาฐกถาพิเศษจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน นำเสนอข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่างาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” เป็นเวทีแสดงศักยภาพการลงทุนในประเทศไทยแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก โดยปีนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนสถาบันร่วมงาน 220 ราย จาก 74 สถาบันทั่วโลก ในจำนวนนี้ มีทั้งประเทศที่ลงทุนในไทยอยู่แล้วในปัจจุบันที่มาร่วมรับฟังพัฒนาการและศักยภาพเติบโตของไทย และยังมีประเทศใหม่ที่เข้าร่วม Thailand Focus เป็นครั้งแรก อาทิ สวิตเซอร์แลนด์, นิวซีแลนด์และอิสราเอล สะท้อนสัญญาณเชิงบวกที่ชี้ว่าตลาดทุนไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการลงทุนของผู้ลงทุนทั่วโลก
การจัดงานในครั้งนี้เป็นการครบรอบ 20 ปีของ Thailand Focus และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมคู่ขนาน Affiliated Program ของงาน IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้ลงทุนสถาบันได้รับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหาร บจ. 77 บริษัท ทั้ง SET และ mai มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 16 ล้านล้านบาทคิดเป็น 80% ของทั้งตลาด (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ส.ค. 69) โดยผู้ลงทุนมีความสนใจ บจ. ที่อยู่ในธุรกิจที่เป็นจุดแข็งของประเทศรวมถึง 15 บจ. ในโครงการ JUMP+ ที่มานำเสนอทิศทางการยกระดับการดำเนินงาน ผ่านการประชุมทั้ง one-on-one และ group meeting ถึง 1,552 ครั้ง เพื่อเปลี่ยนจากการรับรู้ข้อมูลไปสู่ความสนใจและโอกาสการลงทุนจริง ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ลงทุนทั่วโลก เพื่อยกระดับความน่าสนใจและความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย
นอกจากนี้ ยังมี 7 บจ. จากตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ตอกย้ำบทบาทความร่วมมือในการสร้างการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
“ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกสนใจติดตามการดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ซึ่งภาคธุรกิจไทยยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพในการปรับตัว ทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมามีความโดดเด่นอีกครั้ง โดย SET Index ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 30% นับตั้งแต่ต้นปี สูงสุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนท่ามกลางปัจจัยสนับสนุนรอบด้าน ทั้งกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง โดยมีการซื้อสุทธิ 67,000 ล้านบาท นับตั้งแต่ต้นปี มุมมองด้านความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ได้รับการปรับดีขึ้นจากสถาบันจัดอันดับชั้นนำระดับโลก ประกอบกับการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐที่มีส่วนเอื้อต่อบรรยากาศการลงทุน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความน่าสนใจลงทุนในตลาดทุนไทย” นายอัสสเดชกล่าว
ด้าน Mr. Samir Kogar, Country Head บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) กล่าวว่าการจัดงาน Thailand Focus 2026 ในครั้งนี้มีความคึกคักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อน อีกทั้งผลตอบแทนดัชนีของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นกว่า 27% YTD โดยตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่มีแรงซื้อสุทธิต่างชาติ แม้แต่ตลาดหุ้นในอเมริกาเหนือที่พุ่งแรง แต่ยังมีแรงขายสุทธิจากต่างชาติ สะท้อนว่าตลาดหุ้นดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยนักลงทุนในประเทศและรายย่อย
อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดจะขับเคลื่อนต่อได้ ต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างนักลงทุนไทยและต่างชาติ ตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในจุดที่เหมาะสม สิ่งที่เปลี่ยนไปปีนี้ไทยเริ่มต้นด้วยการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ไทยดูเหมือนจะเดินไปในทางที่ถูกด้วยความริเริ่มใหม่ๆ
สำหรับเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 69 อยู่ที่ 1,680 จุด หากสถานการณ์ในประเทศยังไปในทิศทางที่ดีต่ออาจมีการพิจารณาปรับตัวเลขขึ้น
นางนริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่าจากการพูดคุยกับลูกค้านักลงทุนต่างชาติที่ช่วงที่ผ่านมา เริ่มมองบวกต่อตลาดทุนไทยมากขึ้นจาก Thailand Investment Story ที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่อง FDI ในกลุ่ม Digital Infrastructure, Data Center และ AI รวมถึงการลงทุนภาคเอกชนที่สอดคล้องกับหัวข้อในวันนี้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังเลือก Selective รายตัวมากกว่าการซื้อทั้งตลาด โดยจะเลือกบริษัทที่มีกำไรชัดเจน มีความสามารถในการแข่งขัน และได้รับประโยชน์จากการเติบโตเชิงโครงสร้างที่จะเกิดขึ้น
โดยสรุปมุมมองนักลงทุนต่างชาติได้ 3 คำ คือ Constructive, Selective และ Growth-driven เขากำลังจับตาว่าการลงทุนรอบใหม่ของไทยจะต่อยอดไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของภาคธุรกิจได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้นักลงทุนต่างชาติ อยากเห็นการมีส่วนร่วมจากกองทุนในประเทศมากขึ้น เนื่องจากกองทุนในประเทศควรเป็น “First Mover” ในการสร้างความมั่นใจ ส่วนประเด็นเรื่องความกังวลคือการที่ ตลาดหุ้น Nasdaq เตรียมเปิดเทรดหุ้นยาว 23 ชั่วโมง ซึ่งอาจดึงสภาพคล่องออกจากตลาดเอเชียไปเทรดฝั่งสหรัฐฯ ได้ และอาจทำให้ Turnover ของตลาดหุ้นไทยลดลง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบนี้อาจไม่เกิดขึ้นเสมอไป เนื่องจากช่วงเวลาการซื้อขาย (Timezone) ของเอเชียไม่ตรงกับช่วงที่มีกิจกรรมการซื้อขายสูงในตลาดสหรัฐฯ แต่ประเด็นนี้ยังคงเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนแสดงความกังวล
นายศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บล.เกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีนักลงทุนหลายท่านที่ไม่ได้เข้าร่วมงานมานาน โดยครั้งสุดท้ายที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงซื้อสุทธิคือปี 64 นี่จึงเป็นตัวชี้วัดความมั่นใจที่ดี โดยสิ่งที่นักลงทุนมองหาคือเสถียรภาพของรัฐบาล ประกอบกับนโยบายที่นำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจได้จริง แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับตัวขึ้นของดัชนีระยะสั้น แต่เชื่อว่านี่คือช่วงต้นเท่านั้น
โดยตลาดหุ้นไทยหากไม่นับรวม DELTA P/E อยู่ที่ 14 เท่า เทียบกับภูมิภาคที่ประมาณ 15 เท่า ตลาดหุ้นไทยจึงยังมีความน่าสนใจ โดยบล.เกียรตินาคินภัทร ให้เป้าหมาย SET Index ปี 69 อยู่ที่ 1,680 จุด
กลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างประเทศประกอบด้วยกลุ่ม Index Fund ที่เกาะดัชนี และกลุ่ม Long-only ซึ่งในรอบนี้พบว่ากลุ่ม Long-only เริ่มกลับเข้ามามากขึ้น โดยกลุ่มนี้มักมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวกว่าปกติ สำหรับปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองที่ต้องมีความต่อเนื่อง นโยบายที่เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมและเห็นผลลัพธ์ระหว่างการผลักดัน และ การสนับสนุนสภาพคล่อง (Liquidity) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืน หากทุกปัจจัยดำเนินการได้ตามแผน นักลงทุนก็พร้อมจะเข้าสู่ตลาดทันที
ขณะที่นายพรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman – Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บล.ยูบีเอส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาหลัก ๆ จากเสถียรภาพทางการเมือง และนโยบายรัฐบาลเป็นรูปธรรม และ Growth Engine ซึ่งนักลงทุนพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งมีทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น Data Center นักลงทุนพอใจที่รัฐบาลจะออกกฎเกณฑ์ควบคุมเรื่อง AI ที่มีกรอบการทำงานที่ชัดเจน ทำให้ดูยั่งยืนขึ้น ไทยยังมี Upside อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน จากความพร้อมทั้ง พลังงาน การขนส่งและ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งไทยมีความเป็นกลาง ปัจจัยดังกล่าวทำให้ไทยมีโอกาสเติบโตแซงหน้าประเทศเพื่อนบ้านได้
“นักลงทุนต่างชาติบอกว่า หลายคนอาจมองข้ามข้อได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยที่เป็นกลาง สิ่งนี้ทำให้เขาชอบไทยมากในสถานการณ์โลกปัจจุบัน รวมถึงเรื่อง Energy Transition และแผน PDP ที่จะส่งผลดีในอีก 12-24 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนดัชนีไปได้อีกระดับ”
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ โดยเฉลี่ยยัง Underweight ตลาดหุ้นไทย เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติจำนวนมาก การกลับมาซื้อรอบนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาหุ้นไทยลงไปลึกมากแล้ว แต่ที่น่าดีใจคือต่างชาติเริ่มกลับมาทำการบ้านเรื่องหุ้นไทย
ส่วนปัจจัยที่จะทำให้นักลงทุนอยู่ต่อระยะยาว คือการทำให้เห็นผลจริง เมื่อการเมืองมีเสถียรภาพแล้ว การผลักดันนโยบายของรัฐบาล เช่น แผนพลังงาน PDP หรือโปรเจกต์ Data Center ต้องเริ่มแสดงความคืบหน้าให้เห็น เพื่อทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจใน Growth Story ของไทยกำลังจะมา โดยเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 69 1,680 จุด ทั้งนี้โดยปกติในช่วงไตรมาส 4 นักกลยุทธ์จะเริ่มออกบทวิเคราะห์สำหรับปี 70 ซึ่งหากพิจารณาจากการคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียน น่าจะเห็น Upside เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของนโยบายภาครัฐ
โดย วรินทร ศิรินอก /เสาวลักษณ์ อวยพร




