
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีมีการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติว่า ขณะนี้เป็นเรื่องที่เสนอในสภาฯ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และขณะนี้ตนยังไม่ได้พูดคุยหารือกับนายศุภชัย ใจสมุทร สส. พรรคภูมิใจไทย ในการเสนอแก้ไขร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ
ส่วนกรณีที่ถูกมองว่า จะเป็นการไปแทรกแซงสื่อ นายกฯ ไม่ตอบคำถาม ก่อนที่จะเดินออกจากวงสัมภาษณ์
ด้านนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กฏหมายที่สส.พรรคภูมิใจไทยเสนอ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานของหน่วยงานใดเลย โดยเฉพาะไทยพีบีเอส ดังนั้นบอร์ดบริหาร และเครือข่ายผู้ชมยังเป็นเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ วิธีการงบประมาณที่มีการเปิดเผยและเข้าสู่ระบบ
สิ่งที่ประชาชนจะได้คือ ไทยพีบีเอสจะเป็นองค์กรที่ยึดโยงกับประชาชน และให้ข้อมูลที่ต้องการจริงๆ และย้ำว่า ไม่ได้เสนอแก้กฏหมายเพื่อแก้โครงสร้างไทยพีบีเอส
ส่วนกรณีมีคนตั้งข้อสังเกตว่า หากให้ไทยพีเอสรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะกระทบกับการนำเสนอข่าว นายเอกภพ กล่าวว่า ประเทศไทยมีองค์กรมหาชนมากมาย ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการดำเนินการได้ ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แม้รมว.สาธารณสุขนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน แต่ไม่มีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เราสามารถติดตามงบประมาณได้ เพราะสปสช.ต้องเปิดเผยงบประมาณแต่ละปีว่าโอนงบประมาณไปที่โรงพยาบาลใดบ้าง แต่กลับกัน ไทยพีบีเอส และสสส. ไม่เคยมีการชี้แจงเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น ประชาชนจะได้รับการเปิดเผยเรื่องนี้มากขึ้น
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





