
ครม. เห็นชอบแผนปราบยาเสพติดลุ่มน้ำโขง ฉบับที่ 13 ผนึก 6 ประเทศ–UNODC สกัดยาเสพติดข้ามชาติ คุมสารตั้งต้นตามแนวชายแดน ตัดวงจรฟอกเงิน–ยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายา พร้อมยกระดับการบำบัด และสร้างอาชีพทางเลือก
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคเพื่อการควบคุมยาเสพติด (Sub-regional Action Plan for Drug Control: SAP) ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2568–2570 ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ
ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และลักลอบลำเลียงยาเสพติด พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นสารตั้งต้นและสารเคมีที่ใช้ผลิตยาเสพติด การติดตามเส้นทางการเงิน การยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายา ตลอดจนการบำบัดรักษาและพัฒนาอาชีพทางเลือก เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยตระหนักว่าปัญหายาเสพติดข้ามชาติไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการสกัดกั้นตั้งแต่แหล่งผลิต เส้นทางลำเลียง และเครือข่ายทางการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่กระจายเข้าสู่ประเทศไทย และประเทศในภูมิภาค
สำหรับแผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ 7 ฝ่าย ว่าด้วยการควบคุมยาเสพติดในอนุภูมิภาค ประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา จีน สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime: UNODC) โดยประเทศไทย เข้าร่วมความร่วมมือนี้ตั้งแต่ปี 2536 และได้มีการปรับปรุงแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ยาเสพติดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการขยายตัวของยาเสพติดสังเคราะห์ การลักลอบนำเข้าสารตั้งต้น และการใช้เทคโนโลยีในการกระทำความผิด
โดยแผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 ครอบคลุมการดำเนินงาน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.ด้านยาเสพติดและสุขภาพ ยกระดับการป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ติดเมทแอมเฟตามีน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อพัฒนามาตรการป้องกัน การรักษา และการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
2.ด้านความร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติดสังเคราะห์ สารตั้งต้น และสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนล่วงหน้า การเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศสมาชิก
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสืบสวนทางการเงิน เพื่อติดตามเส้นทางเงินของเครือข่ายค้ายาเสพติด ตั้งแต่การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน การระบุทรัพย์สิน การอายัดและยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตลอดจนการปราบปรามการใช้ช่องทางออนไลน์ และเทคโนโลยีสารสนเทศในการลักลอบค้ายาเสพติด เพื่อปิดช่องทางการดำเนินงาน และตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม
3.ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พัฒนากลไกความร่วมมือด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวน และดำเนินคดียาเสพติดข้ามพรมแดน โดยส่งเสริมการประสานงานระหว่างหน่วยงานกลาง ผู้พิพากษา อัยการ และเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของประเทศสมาชิก เพื่อให้สามารถดำเนินคดีกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.ด้านการพัฒนาทางเลือกอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการสร้างอาชีพและรายได้ที่ถูกกฎหมาย ให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต่อการปลูกพืชเสพติด โดยสนับสนุนการพัฒนาอาชีพทางเลือก การสร้างตลาดรองรับสินค้า การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือสำรวจพื้นที่ปลูกฝิ่น เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ชุมชน และลดปัจจัยที่นำไปสู่การผลิตยาเสพติดในระยะยาว
น.ส.ลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการรับมือภัยคุกคามยาเสพติดรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะสารเคมีที่ยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุมระหว่างประเทศ แต่มีความเสี่ยงถูกนำไปใช้ผลิตยาเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่ (New Psychoactive Substances: NPS) และการค้ายาเสพติดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข่าวกรองระหว่างประเทศให้รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์
ขณะเดียวกัน การดำเนินงานตามแผน จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงอธิปไตย เขตอำนาจรัฐ และผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศไทย พร้อมกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของมาตรการ ทั้งด้านการสกัดกั้นยาเสพติดสังเคราะห์ การลดพื้นที่ปลูกพืชเสพติด และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้ รมว.ยุติธรรม ร่วมให้การรับรองแผนปฏิบัติการฉบับที่ 13 ผ่านลายลักษณ์อักษรโดยไม่มีการลงนาม และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) จัดทำหนังสือแจ้งการรับรองแผนไปยัง UNODC เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป
“รัฐบาลมุ่งมั่นแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง และเป็นระบบ เพราะการปราบปรามภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากยังมีแหล่งผลิต และเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดข้ามพรมแดน การผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน และองค์กรระหว่างประเทศ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ตัดเส้นทางลำเลียง ติดตามและยึดทรัพย์สินของเครือข่ายค้ายา ควบคู่กับการบำบัดรักษาและสร้างโอกาสทางอาชีพให้ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดกลับมาสร้างความเสียหายต่อครอบครัว ชุมชน และสังคมไทย โดยรัฐบาลจะเดินหน้าปกป้องความปลอดภัยของประชาชน และสร้างความมั่นคงให้ประเทศอย่างต่อเนื่อง” น.ส.ลลิดากล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





