การบินไทยเผยศาลนัดไต่สวนคำร้องฯ อีกครั้ง 25 ส.ค.นี้

หลังวันนี้เข้าชี้แจงข้อมูลการเงิน-เจ้าหนี้ถอนคำคัดค้านเสนอผู้ทำแผนร่วมออก

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการบริษัท และรักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. การบินไทย (THAI) เปิดเผยว่า ศาลล้มละลายกลางได้กำหนดนัดไต่สวนคำร้องอีก 1 วัน คือ วันที่ 25 ส.ค.63 ซึ่งจะเป็นฝ่ายผู้คัดค้านที่นำพยานเข้าเบิกความต่อศาล

สำหรับ ในวันนี้ บริษัทฯ ได้เข้านำเสนอข้อมูลและนำพยานเข้าเบิกความต่อศาลล้มละลายกลางตามที่นัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการเป็นวันที่ 2 โดยบริษัทฯ มอบหมายให้นายชาย เอี่ยมศิริ รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการเงินและการบัญชี และบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด ในฐานะผู้สอบบัญชีของการบินไทย เป็นพยานผู้ให้ถ้อยคำแก่ศาล ในประเด็นความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของการบินไทย และสถานการณ์ทางการเงินที่ขณะนี้ไม่สามารถชำระหนี้ที่ถึงกำหนดได้

โดยประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผู้คัดค้านเอง ก็ยอมรับโดยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ในภาพรวมเห็นว่ากระบวนการไต่สวนคำร้องในวันนี้เป็นไปโดยราบรื่นและมีแนวโน้มที่ดี นอกจากนี้ มีเจ้าหนี้บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด ได้ถอนคำคัดค้านที่ขอเสนอผู้ทำแผนร่วมออกไปแล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องผู้ทำแผนร่วมให้ต้องพิจารณาอีกต่อไป

ทั้งนี้ หากกระบวนการไต่สวนเสร็จสิ้นและศาลมีคำสั่งให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการพร้อมตั้งคณะผู้ทำแผนที่การบินไทยเสนอ กรมบังคับคดีจะดำเนินการแจ้งเจ้าหนี้ทุกรายให้ทราบถึงขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อยื่นคำขอรับชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 1 เดือนนับแต่คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนประกาศในราชกิจจานุเบกษา

อย่างไรก็ดี ในส่วนของลูกค้าที่ขอคืน ค่าบัตรโดยสาร (Refund) นั้น นายชาญศิลป์ ยังคงเน้นย้ำว่า การบินไทยมีนโยบายที่มุ่งมั่นจะอำนวยความสะดวกและรักษาสิทธิของลูกค้าในการได้รับคืนค่าบัตรโดยสารอย่างเต็มที่ โดยคณะผู้ทำแผนได้หารือกันเกี่ยวกับการกำหนดเงื่อนไขและรายละเอียดส่วนนี้ไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากการบินไทยไม่ประสงค์ให้ลูกค้าทุกท่านต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อกรมบังคับคดี

นอกจากนี้ หากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งคณะผู้ทำแผน ที่การบินไทยเสนอในเร็ววันนี้ การบินไทยคาดว่าจะสามารถเชิญเจ้าหนี้กลุ่มต่างๆ มารับฟังการจัดทำร่างแผนฟื้นฟูกิจการในเบื้องต้นเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับทราบถึงความคืบหน้าของการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อไป

การบินไทยขอให้เจ้าหนี้ทุกรายมั่นใจว่า หากศาลมีคำสั่งให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการและตั้งคณะผู้ทำแผน ในระยะเวลาอันใกล้ ก็จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อเจ้าหนี้ทุกราย เพราะการบินไทยจะสามารถเริ่มต้นแก้ไขสถานการณ์ทางการเงินได้โดยเร็ว และสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงินหรือผู้ให้กู้ที่ยินดีให้การสนับสนุนแก่การบินไทย

ส่วนกรณีที่มีสื่อเผยแพร่เรื่องกระแสเงินสดของบริษัทฯ เหลือถึงแค่เดือนตุลาคมนั้น นายชาญศิลป์ กล่าวว่า มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ซึ่งในความเป็นจริงข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการบรรยายสรุปให้พนักงานรับทราบในการประชุมภายในระหว่างฝ่ายบริหารและพนักงาน กล่าวคือ ถ้าบริษัทฯ และพนักงานทุกคนไม่ทำอะไรเลย เงินก็จะเหลือแค่เดือนตุลาคม แต่บริษัทฯ ทราบดีจึงมีการบริหารจัดการทางด้านหารายได้เสริมหรือหารายได้จากธุรกิจอื่น เนื่องจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทำให้ขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่สามารถทำการบินได้ตามปกติ

โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้หารายได้เพิ่ม ได้แก่ การขนส่งสินค้า โดยตั้งแต่เดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2563 จำนวน 18,165 ตัน ใน 903 เที่ยวบิน และจัดเที่ยวบินพิเศษ จำนวน 46 เที่ยวบิน นำคนไทยที่ตกค้างและประสงค์จะกลับบ้าน จำนวน 5,488 คน และฝ่ายครัวการบินผลิตอาหารขึ้นเครื่องบินให้แก่สายการบินลูกค้า และของบริษัทฯ ระหว่างเดือนมีนาคม – มิถุนายน 2563 ประมาณ 1.1 ล้านชุด รวมทั้งผลิตขนมและเบเกอรี่ของร้าน Puff & Pie กว่า 5.5 ล้านชิ้น

อีกด้านหนึ่งที่บริษัทฯ ดำเนินการ คือ การลดค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด รวมถึงบริษัทฯ ยังได้เจรจากับคู่ค้าและเจ้าหนี้ในการพักชำระหนี้ชั่วคราว (Automatic Stay) ระหว่างเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู และที่สำคัญ คือการที่บริษัทฯ ได้รับความร่วมมือด้วยความสมัครใจจากพนักงานเกือบทั้งหมดในการปรับลดเงินเดือนและค่าตอบแทน ตั้งแต่เดือนเมษายน – กรกฎาคม ที่ผ่านมา และพนักงานส่วนมากยังได้ให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ด้วยการสมัครใจลาหยุดงานโดยไม่รับค่าตอบแทน หรือ Leave Without Pay ในโครงการ Together We Can ระหว่างเดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2563 ซึ่งทำให้บริษัทฯ ลดค่าใช้จ่ายได้อย่างต่อเนื่องและสามารถรักษาเงินสดได้อย่างเพียงพอเพื่อคงสภาพคล่องให้นานที่สุดจนกว่าบริษัทฯ จะกลับมาทำการบินได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังได้มีการบริหารความเสี่ยงและบริหารจัดการกระแสเงินสดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น การที่มีข่าวว่าบริษัทฯ จะมีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ถึงแค่เดือนตุลาคม จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข้อความดังกล่าวเป็นเพียงการสื่อสารภายในสำหรับพนักงาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ จึงจำเป็นจะต้องกล่าวถึงผลที่อาจจะเกิดขึ้น หากไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากพนักงานทุกคน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ส.ค. 63)

Tags: , , , ,
Back to Top