ASP ชี้โควิด-19 ทุบหุ้นไทย ส่องกำไร บจ.ปี 63 ส่อแววถดถอย

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของการฟื้นตัว เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ลุกลามไปยังหลายภาคส่วนเศรษฐกิจโลก

และยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อใด เป็นผลกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทยปีนี้ โดยเฉพาะภาคส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ คาดหวังว่าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จะผ่อนคลายลงได้ภายในครึ่งปีแรก แต่หากยืดเยื้อเชื่อว่าจะส่งผลให้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้อาจเติบโตต่ำกว่า 2%

สำหรับแรงขายในตลาดหุ้นไทยส่งผลให้ดัชนีฯปรับตัวหลุด 1,400 จุดมาจาก 2 สาเหตุหลักคืออารมณ์ของนักลงทุนที่ยังหวาดกลัวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สร้างผลกระทบถึงขั้นหลายกิจการต้องปิดตัวไป ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้มีแนวโน้มถดถอย มีโอกาสติดลบหรือเติบโตต่ำกว่าปีที่แล้ว และมูลค่าหุ้นบิ๊กแคปหลายตัวมองว่าแพงเมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันในตลาดหุ้นต่างประเทศ

ทั้งนี้ แนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจต้องปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีกจากปัจจุบันอยู่ที่ 1% เนื่องจากที่ผ่านมา ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายช้าเกินไป เป็นแรงกระตุ้นเงินทุนต่างชาติไหลมาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ในไทยจำนวนมาก มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง เป็นเหตุผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า

ถ้าหาก ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ เชื่อว่าจะช่วยผ่อนคลายแนวโน้มเงินบาทไม่ให้แข็งค่าควบคุมให้มีความสมดุล เพื่อช่วยภาคส่งออกและท่องเที่ยวเติบโตได้ในระยะถัดไป

“ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยหลายสิบปีแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ยังพึ่งพาเศรษฐกิจยุคเก่า ไม่ได้มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจตามยุคสมัย ปัจจุบันบริษัทชั้นนำของประเทศพัฒนาแล้ว มีจำนวนธุรกิจเทคโนโลยีจำนวนมากขึ้น ส่วนนโยบายใช้เงินรัฐบาลเห็นแต่เอาไปลงทุนในเครื่องมือเครื่องไม้มากกว่าที่จะไปมาพัฒนาศักยภาพคนในประเทศ ส่วนปัญหาการเมือง ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างประเทศไทยเช่นกัน”

นายก้องเกียรติ กล่าว

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนและเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้จากผลกระทบไวรัสโควิด-19 คาดว่าจะมีความชัดเจนสัปดาห์หน้า เบื้องต้นกำไรต่อหุ้น (EPS) ปรับลดลงอยู่ในกรอบ 85-87 บาทต่อหุ้น จากเป้าเดิมอยู่ที่ 95.7 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยต้องถูกปรับลดลงมาด้วยจากเป้าหมายเดิมที่ 1,675 จุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์เชิงปัจจัยพื้นฐานกรณีดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,400 จุด มองว่าเริ่มมีความน่าสนใจซื้อลงทุน เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยทรงตัวระดับต่ำ ทำให้ Earning Yield Gap ซึ่งเป็นผลตอบแทนระหว่าง SET Index ยังสูงมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี

นายก้องเกียรติ กล่าวว่า ในปี 63 เอเซีย พลัส กรุ๊ปฯ ตั้งเป้ารายได้รวมโตไม่น้อยกว่า 10% จากปีก่อน โดยจะรุกธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตดี ได้แก่ ธุรกิจบริการซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศ ธุรกิจกองทุนรวม ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ และธุรกิจแคปปิตอลมาร์เก็ต ซึ่งทุกขาธุรกิจดังกล่าว เอเซีย พลัส กรุ๊ปฯ ถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่ให้บริการเต็มรูปแบบ และประสบความสำเร็จ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างดีมาถึงทุกวันนี้

กลุ่มบริษัทเอเซีย พลัสฯ ยังคงมุ่งเน้นการกระจายรายได้ไปในธุรกิจต่างๆ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางรายได้ โดยในส่วนของธุรกิจบริการซื้อขายหลักทรัพย์ในต่างประเทศนั้น มองว่ายังมีแนวโน้มดี ตลาดที่น่าลงทุนและเชื่อว่าจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี ได้แก่ ตลาดสหรัฐฯ และจีน เนื่องจากยังมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่รัฐบาลสหรัฐฯ และจีน พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ

โดยแนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่ม เทคโนโลยี เพราะเป็นเมกาเทรนด์ (Mega trend) หรือเลือกลงทุนใน Structured Products อย่าง FCN (Fixed coupon note) และพันธบัตรต่างประเทศ (Bond) เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อหุ้นโดยตรง และได้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่ธุรกิจกองทุนรวม ในปีนี้จะเน้นลงทุนในกลุ่มที่สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ย (Yield Play) โดยเฉพาะกลุ่ม REIT และ Infrastructure ทั้งในไทย สิงคโปร์ และทั่วโลก เนื่องจากมองว่าธนาคารกลางทั่วโลก จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์อื่นน่าสนใจ และยังเป็นการกระจายการลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงได้ด้วย

สำหรับธุรกิจเวลธ์แมเนจเม้นท์ (Wealth Management) ในปีนี้ ASP จะรุกตลาดมากขึ้นเช่นกัน เพราะมองว่าการลงทุนทั่วโลกมีความผันผวน จากปัญหาสงครามการค้า และไวรัสโควิด-19 ที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ผู้ลงทุนจึงมองหาการลงทุนในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดี ทำให้ธุรกิจเวลธ์แมเนจเม้นท์ เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งในปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวได้ดี

ส่วนธุรกิจแคปปิตอลมาร์เก็ต ในปีนี้มองว่ายังเติบโต ผลจากภาวะดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ผู้ลงทุนแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ย อย่างเช่น หุ้นกู้ภาคเอกชน ขณะเดียวกันเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การขอสินเชื่อของผู้ประกอบการต่อสถาบันการเงินทำได้ยากขึ้น หลายแห่งจึงหันมาระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้แทน

นายก้องเกียรติ กล่าวถึงธุรกิจบริการซื้อขายหลักทรัพย์ในประเทศว่า แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ยังมีแนวโน้มชะลอตัว จากภาพรวมเศรษฐกิจไทย ซึ่งกระทบกำไรของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหุ้น ทำให้คาดว่า การเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้นโดยเฉลี่ยของตลาดไทยปีนี้ จะติดลบเมื่อเทียบกับปีก่อน ดังนั้น เอเซีย พลัส กรุ๊ปฯ จึงมุ่งเน้นบริการด้านงานวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อเฟ้นหาหุ้นที่เหมาะแก่การลงทุน

โดยบล.เอเซีย พลัส มีทีมนักวิเคราะห์ขนาดใหญ่ วิเคราะห์ครอบคลุมทุกประเด็น ทุกกลุ่ม ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนภายใต้การศึกษาของบล.เอเซีย พลัส กว่า 80% ของมาร์เก็ตแคปรวมทั้งตลาด มากสุดเป็นอันดับหนึ่ง และจากพอร์ตการลงทุนจำลอง (Portfolio Model) ที่บริหารโดยสายงานวิจัยฯ หลายปีที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนชนะ SET Index มาโดยตลอด

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 63)

Tags: , , , ,
Back to Top