หุ้นไทยปิดลบ 0.30 จุด กลุ่มเหล็กถ่วงหลังนายกฯสั่งเร่งแก้ปัญหาราคาเหล็กพุ่ง

  • ตลาดหลักทรัพย์ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,559.23 จุด ลดลง 0.30 จุด (-0.02%) มูลค่าการซื้อขาย 97,524.50 ล้านบาท
  • การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยดัชนีทำระดับสูงสุด 1,570.58 จุด และระดับต่ำสุด 1,553.03 จุด
  • ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 585 หลักทรัพย์ ลดลง 977 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 533 หลักทรัพย์

นายชัยยศ จิวางกูร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงบ่ายนี้ย่อตัวลง หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูแลปัญหาราคาเหล็กที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงเวลานี้ เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีเหล็กเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้หุ้นในกลุ่มเหล็กเจอแรงขายทำกำไร จากก่อนหน้าที่หุ้นในกลุ่มเหล็กได้ปรับตัวขึ้นไปตามราคาเหล็กโลกที่เป็นขาขึ้น และแม้แต่กลุ่มค้าปลีกอย่างหุ้น DOHOME และ GLOBAL ก็อ่อนตัวลง เนื่องจากมีสินค้าที่มีส่วนประกอบของเหล็กด้วย

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียวันนี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ ส่วนตลาดในยุโรปที่เทรดบ่ายนี้ก็ปรับตัวลงเล็กน้อยในลักษณะทรงตัว เช่นเดียวกับดาวโจนส์ฟิวเจอร์ที่ทรงตัวในแดนบวกเล็กน้อย ในช่วงรอดูผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27-28 เม.ย.นี้ ต่อมุมมองด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างไร

ส่วนบ้านเราให้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศอย่างใกล้ชิด จับตาจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดจะเพิ่มขึ้นหรือชะลอตัวลง และติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งช่วงนี้หุ้นขนาดใหญ่จะทยอยประกาศออกมา อย่างหุ้น PTTEP, SCC เป็นต้น

แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (28 เม.ย.) นายชัยยศ กล่าวว่า ตลาดฯคงจะแกว่งตัว เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุน พร้อมให้แนวรับ 1,550 จุด ส่วนแนวต้าน 1,570 จุด

สำหรับนายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ผันผวนในกรอบค่อนข้างจำกัด จากในช่วงเช้าที่ดัชนีฯปรับตัวขึ้น แต่พลิกมาปรับตัวลงในช่วงบ่าย จากแรงขายทำกำไรของกลุ่มเหล็ก หลังภาครัฐออกมาจะควบคุมราคาเหล็กไม่ให้ขึ้นสูงจนเกินไป ส่งผลกระทบต่อ Sentiment ของหุ้นกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูการปฎิบัติหลังจากนี้ เนื่องจากราคาเหล็กที่พุ่งขึ้นเป็นราคาเหล็กโลก ซึ่งเป็นข้อกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาเหล็กในประเทศ

ทั้งนี้ ภาพรวมในประเทศยังคงไม่ค่อยดี จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ยังอยู่ในระดับสูง และการบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ยังไม่ทั่วถึง ประกอบกับจะต้องติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมา

ด้านตลาดต่างประเทศแกว่งแคบทั้งในแดนบวก-ลบสลับกัน ทั้งตลาดหุ้นในเอเชีย และตลาดในยุโรป โดยยังเฝ้าติดตามสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในต่างประเทศ และติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

  • AOT มูลค่าการซื้อขาย 4,627.10 ล้านบาท ปิดที่ 60.75 บาท ลดลง 2.75 บาท
  • BFIT มูลค่าการซื้อขาย 3,476.91 ล้านบาท ปิดที่ 52.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.25 บาท
  • SCGP มูลค่าการซื้อขาย 2,801.50 ล้านบาท ปิดที่ 52.25 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท
  • KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,606.19 ล้านบาท ปิดที่ 131.00 บาท ลดลง 0.50 บาท
  • TSTH มูลค่าการซื้อขาย 2,215.88 ล้านบาท ปิดที่ 1.92 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 เม.ย. 64)

Tags: , , , , , ,
Back to Top