
หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ประกาศยุติปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตจากการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่อเรือหลายลำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ในช่วงดึกของวันศุกร์ (2 ม.ค.) หลังเผชิญอุปสรรคจากสภาพอากาศเลวร้าย ทั้งคลื่นลมแรงและทะเลมีคลื่นสูง
แถลงการณ์ของหน่วยยามฝั่งระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน โดยประสานงานร่วมกับเรือ 4 ลำ ซึ่งรวมถึงเรือประมงและเรือจากประเทศอื่น ๆ ในบริเวณห่างจากพรมแดนเม็กซิโก–กัวเตมาลาทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 400 ไมล์ทะเล
นอกจากนี้ ยังมีการส่งเครื่องบินลาดตระเวนรุ่น HC-130J Super Hercules ออกบินจากเมืองแซคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อกวาดค้นหาในพื้นที่ครอบคลุมราว 1,090 ไมล์ทะเล พร้อมออกประกาศแจ้งเตือนฉุกเฉินถึงผู้เดินเรือในภูมิภาคดังกล่าว
หน่วยยามฝั่งระบุว่า เรือและอากาศยานที่เข้าร่วมภารกิจได้ใช้เวลาค้นหารวมกันประมาณ 65 ชั่วโมงจนถึงวันที่ 2 ม.ค. อย่างไรก็ดี การค้นหาถูกขัดขวางจากคลื่นทะเลสูงราว 2.8 เมตร และกระแสลมแรงเกือบ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่พบผู้รอดชีวิตหรือซากใด ๆ
กัปตันแพทริก ดิลล์ หัวหน้าฝ่ายบริหารเหตุการณ์ของหน่วยยามฝั่งเขตตะวันตกเฉียงใต้ในเมืองอะลาเมดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่ผ่านไป สภาพแวดล้อม และทรัพยากรที่มีอยู่ โอกาสในการช่วยเหลือผู้ที่อาจอยู่ในน้ำขณะนี้มีน้อยมาก
ทั้งนี้ การโจมตีเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. นับเป็นกรณีที่ 4 ที่ทราบแน่ชัดว่ามีผู้รอดชีวิต อย่างน้อยในช่วงแรก จากการโจมตีทางทหารต่อเรือทั้งหมด 35 ครั้งในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ซึ่งนับตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. เป็นต้นมา ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 115 ราย
ในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. กองบัญชาการภาคใต้ของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ตามคำสั่งของ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม กองทัพได้เปิดฉากยิงใส่ขบวนเรือ 3 ลำในวันก่อนหน้า หลังจากนักวิเคราะห์ข่าวกรองประเมินว่า เรือดังกล่าวแล่นอยู่บนเส้นทางที่เป็นที่รู้จักกันว่าใช้ลักลอบค้ายาเสพติด และมีการถ่ายโอนยาเสพติดระหว่างเรือทั้ง 3 ลำ ก่อนที่จะมีการโจมตี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ม.ค. 69)





