
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน รวม 24 สำนัก คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวกอาจปิดสิ้นไตรมาสแรกที่ 1,322 จุด และเมื่อมองตลอดปีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,187 ถึง 1,427 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2569 ที่ 1,389 จุด
สำหรับมุมมองการลงทุนปี 2569 ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้
สมมติฐานหลัก
- ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
- สมมติฐาน GDP ปี 69 ผู้ที่คาดต่ำสุดที่ 1.4% และผู้คาดสูงสุดที่ 2% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.67% ปรับลดจากเดิมที่ 1.9% (ต.ค.68)
- Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.82%
- Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 7.85%
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2569 แบ่งเป็น
- ปัจจัยบวก นำโดย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 91.3% เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก และรองลงมาผู้ตอบ 82.6% โหวตให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ ผู้ตอบ 60.9%ตามลำดับ
- ส่วนปัจจัยลบ คือ เศรษฐกิจภายในประเทศ มีผู้ตอบ 60.9% ของผู้ตอบทั้งหมด รองลงมาปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ มีผู้ตอบ 56.5% ถัดมาปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก มีผู้ตอบ 50% ส่วนปัจจัยที่เหลือมีผลโหวตต่ำกว่า 50% ของจำนวนผู้โหวต
- ปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 1 คือ ปัจจัยการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งและความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
ด้านคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 มีนักวิเคราะห์ถึง 72.73% ที่คาดว่าจะลดลงจากเดิมมาอยู่ที่ 1% รองลงมามี 13.64% ของผู้ตอบเท่ากัน มองว่าอาจลดลงมาที่ 0.75% และมองว่าคงที่ที่ 1.25% (ณ ปัจจุบัน 6 มกราคม อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25%) ทางด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 86.13 บาท ใกล้เคียงกับผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 85.14 บาท ต่อหุ้น และคาดว่าปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 91.17 บาท
ทั้งนี้นักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น
- เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 9.17%
- กองทุนตราสารหนี้ 21.75%
- หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 30.63%
- หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 19.92%
- ทองคำหรือกองทุนทองคำ 10.46%
- กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 7.63%
- สินทรัพย์อื่นๆ เช่น Bitcoin/ตราสารหนี้ระยะสั้น 0.46%
โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกองทุนตราสารหนี้สหรัฐ หรือกลุ่ม AI-Technology / Healthcare และ Selective Asia เช่น จีน ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น ทั้งนี้มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 7 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ AAPL80 BIDU80 NVDA80
สำหรับในการลงทุนหุ้นไทย แนะนำเพิ่มน้ำหนักหมวดค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ธนาคาร ธุรกิจท่องเที่ยว การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดพลังงานและปิโตรเคมี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป มีดังนี้(เรียงชื่อตามอักษรย่อ)
- ADVANC มองว่ากำไรปี 69 โตต่อเนื่อง +11% YoY อยู่ที่ 4.9 หมื่นล้านบาท จากการแข่งขันที่ลดลง คาดปันผล 5% ต่อปี
- CPALL ได้รับประโยชน์จากการประกาศเลือกตั้ง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้มีการจับจ่ายใช้สอย กระตุ้นให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบและหมุนเวียนมากขึ้นในช่วงหาเสียง นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากการการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ ธ.ค.68 ช่วยหนุนผลประกอบการณ์ ช่วง ไตรมาส 4/68 – ไตรมาส 1/69
- GULF แนวโน้มผลการดำเนินงานเติบโต ปันผลสม่ำเสมอ
- KTB มองว่ากำไรยังแข็งแกร่งและควบคุมคุณภาพสินเชื่อได้ดี มูลค่าหุ้นไม่แพง
- MTC รับผลบวกจากดอกเบี้ยขาลง หนุนผลดำเนินงานที่คาดจะยังโดดเด่นไตรมาส 4/68 สินเชื่อมีแนวโน้มเร่งตัวจาก High Season และการจัดการ NPL ได้ดี หลังจากปรับลดลงมาต่อเนื่อง 9 ไตรมาส
สำหรับหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นบางบริษัทในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาเกินพื้นฐาน และหุ้นกลุ่มพลังงาน
ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ
- เสนอนโยบายช่วยเหลือภาคประชน ได้แก่ เร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเชิงโครงสร้าง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แบบเฉพาะกลุ่ม ออกเกณฑ์ TISA ที่ชัดเจนแยกวงเงินจากกองทุนเพื่อการเกษียณ มาตรการลดหย่อนภาษี เพิ่มกำลังซื้อการบริโภคผ่านโครงการคนละครึ่ง พัฒนาการศึกษา และการปฏิรูปแรงงาน
- เสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ผ่านมาตรการจูงใจที่มีเงื่อนไขชัดเจน อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษี การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย การใช้กลไกการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เงินงบประมาณทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ในการดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชน และสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการอัดฉีดโดยตรง เรียกความเชื่อมั่นภาคการท่องเที่ยว
- เสนอให้เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชนและบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนอุตสาหกรรม New S-Curve ใหม่ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด และส่งเสริมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี
นายสมบัติ กล่าวเพิ่มเติมว่าในปี 68 SET Index ติดลบ 10% แต่หากดู Total return Index ซึ่งรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลดัชนีจะติดลบ 5.99% เนื่องจากมีหุ้นกลุ่มปันผลประคองดัชนีไว้ค่อนข้างมาก โดยในปี 68 หุ้นกลุ่มปันผลปรับตัวขึ้นเกือบทั้งกลุ่ม จากการที่หลายบริษัทขยับเพดานการจ่ายเงินปันผล
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ม.ค. 69)





