
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] กล่าว่า แผนการดำเนินงานในปี 69 เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทาย อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการกระแสเงินสดและวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด พร้อมตั้งเป้า EBITDA ปีนี้มากกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท อีกทั้งในปีนี้จะไม่ปิดธุรกิจอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็นการเสริมแกร่งให้ธุรกิจที่เหลืออยู่มีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพสูงสุด
“ปีที่ผ่านมาว่า เราปิดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร ซึ่ง ณ ตอนนี้ที่อยู่ในลิสต์หมดแล้ว แต่เราจะ Tranformation ธุรกิจให้เข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่การปิดธุรกิจอีกต่อไป ยกตัวอย่างเช่น เรามีโรงงานในแต่ละประเทศ ผมจะยุบไปอยู่ที่เดียวกันในสเกลที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ อันนี้คือการทำ Tranformation ผมไม่ได้ปิดแล้วหายไปเลย” นายธรรมศักดิ์ กล่าว
โดยที่ในปี 69 ตั้งงบลงทุนราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้ในการบำรุงรักษาเครื่องจักรประมาณ 1 ใน 3 ของงบลงทุน และค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ LSPE พร้อมทั้งลงทุนในการสร้างความเข้มแข็ง ลดต้นทุนด้านพลังงาน
นายศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ [SCGC] เปิดเผยถึงโครงการ LSP ที่เวียดนามยอมรับว่าภายใต้สภาวะตลาดปัจจุบัน การดำเนินงานยังคงมีความท้าทาย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเดินเครื่องจักรอย่างต่อเนื่องถือว่า เดินดีกว่าหยุด
“การเดินเครื่อง LSP ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาในหลายมิติ ทั้งการสร้างฐานลูกค้าที่มั่นคง, การสร้างความเชี่ยวชาญของบุคลากร, การพัฒนาระบบซัพพลายเชนร่วมกับพันธมิตร และเพิ่ม Capacity ในการทำงานให้สูงขึ้น เราคาดหวังว่าหลังปรับเปลี่ยนโรงงานจะมีต้นทุนที่ดี และเดินหน้าได้ในระยะยาว” นายศักดิ์ชัย กล่าว
แม้จะยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ SCGC ตั้งเป้าหมายกระแสเงินสดโดยรวมของธุรกิจจะต้องสูงกว่าปีที่แล้ว โดยจะยังคงบริหารจัดการต้นทุนและสินทรัพย์อย่างเข้มงวดต่อไป โดยไม่สร้างภาระหนี้สินเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในแง่ของกำไรในปีนี้ยังถูกกดดันจาก Fixed Cost ของโครงการ LSP ที่สูง และอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่ระดับปัจจุบันก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน
นายธรรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ปี 69 เอสซีจีประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยชะลอตัว แต่เริ่มเห็นโอกาสจากหลายสัญญาณบวก เช่น ธุรกิจเคมิคอลส์มีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากกำลังการผลิตใหม่ของโลกลดลง และราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มอ่อนตัว คาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐมีความต่อเนื่อง เอื้อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ความต้องการบรรจุภัณฑ์ยังเติบโตต่อเนื่องจากการบริโภคในประเทศของกลุ่มอาเซียนที่ภาพรวมเศรษฐกิจเติบโตและความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามแนวโน้มดีต่อเนื่อง เอื้อต่อการลงทุนและขยายตลาด เอสซีจีจึงวางแนวทางหลักเพื่อเร่งคว้าโอกาสดังกล่าวในปี 69 ไว้ 4 ด้าน ได้แก่
1. เข้มข้น ด้วยวินัยการเงิน บริหารกระแสเงินสดให้มั่นคง ใช้เงินลงทุนอย่างระมัดระวัง มุ่งลดต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด และเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI &Robotics
2. เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถทั่วทั้งองค์กร
– เดินหน้ากลยุทธ์ “Regional Optimization” ชู “เวียดนาม” เป็นฐานการผลิตสินค้า เช่น ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ กระเบื้องเกรซพอร์ซเลน และการลงทุน ซึ่งคิดเป็น 27% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจีในปัจจุบัน เพื่อรองรับการบริโภคในประเทศ และการส่งออกสู่ตลาดโลก จากปัจจัยบวกที่คาดว่าปี 69 GDP เวียดนามจะโต 7.0% ต้นทุนที่แข่งขันได้ และความได้เปรียบด้านข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับกว่า 60 ประเทศ
– ขยายพอร์ตสินค้าและบริการเติบโตสูง ทั้ง “สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า – Smart Value Products (SVP)” “สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง – High Value Added (HVA) Products” และ “สินค้ากรีน – Green Products”
3. เสริมแกร่ง รุกธุรกิจเติบโตระยะยาว เช่น โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP หรือ ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSPE) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ โดยโครงการคืบหน้าตามแผน คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี 2570
4. เอาอยู่ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย โดยประเมินทั้งโอกาสและความท้าทายรอบด้านอยู่เสมอ เพื่อพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับกลยุทธ์เร่งเครื่องขีดความสามารถของธุรกิจต่างๆในปี 69 ได้แก่
1. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
– เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์, เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล เสริมความสามารถการแข่งขันและลดต้นทุน ด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน เชื้อเพลิงทดแทน และการใช้ AI ในกระบวนการผลิต เช่น Predictive Model ในการซ่อมบำรุงเครื่องจักร การควบคุมกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้า ตลอดจนการยกระดับการให้บริการด้วย AI ของ SCG HOME Online ที่ช่วยแนะนำสินค้า เปรียบเทียบทางเลือก และสนับสนุนการตัดสินใจของลูกค้าให้ง่ายและสะดวกขึ้น
พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ Gen 4 ที่ลดคาร์บอนได้มากขึ้น และคอนกรีตสมรรถนะสูงพิเศษ หรือ Ultra-High Performance Concrete (UHPC) ที่มีความแข็งแกร่ง และทนทานสูง
ปรับพอร์ตสินค้าและบริการรองรับความต้องการของตลาดที่หลากหลายทั้งสินค้า SVP – HVA – Green สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความแตกต่าง และให้ความสำคัญกับ Net Zero Emission รวมทั้งพัฒนางานบริการรองรับตลาดปรับปรุง ต่อเติมบ้านและอาคาร เช่น บริการติดตั้งและซ่อมแซมหลังคา บริการแก้ปัญหาเสียงรบกวนจากห้องข้างเคียงและภายนอกอาคารด้วยระบบผนังกันเสียง โซลูชันประหยัดพลังงานอย่างหลังคาโซลาร์ และแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ด้วย Active Air Quality จาก ONNEX by SCG
ปรับกลยุทธ์การจำหน่ายสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์การตลาดและการแข่งขัน โดยใช้เครือข่ายช่องทางค้าส่งที่แข็งแกร่งเป็นกลไกหลักในการเข้าถึงตลาดและลูกค้าทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ปรับรูปแบบธุรกิจค้าปลีกจาก Centralization สู่ Localization เพิ่มความคล่องตัวและตอบสนองความต้องการลูกค้าแต่ละพื้นที่ และพัฒนาระบบจัดหาและโลจิสติกส์ (Sourcing & Logistics) เพื่อควบคุมต้นทุน เสริมความสามารถการทำกำไรของร้านค้าผู้แทนจำหน่ายในเครือข่าย เพิ่มความสามารถการแข่งขันระยะยาว
– เอสซีจี เดคคอร์ ลดต้นทุนการผลิต ตั้งเป้าใช้เชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่ม 11% และพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่ม 2 เมกะวัตต์ รุกตลาดเวียดนามภายในประเทศและส่งออก เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลน ซึ่งเป็นสินค้า HVA อีก 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ทำให้ PRIME จะมีกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนทั้งสิ้นกว่า 26ล้านตารางเมตรต่อปีเมื่อโครงการแล้วเสร็จ เพื่อรองรับการเติบโตในตลาดในประเทศโดยเฉพาะจากภาครัฐที่เน้นลงทุนในโครงการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานทั่วเวียดนามในปี 2569
2. เอสซีจีซี
เดินหน้า LSP ต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์สินทรัพย์ที่มีให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ พร้อมเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน รักษาฐานลูกค้า และบริหารความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ ตลอดจนการเดินหน้าโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนให้แล้วเสร็จในปี 2570
เพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ให้มากกว่าร้อยละ 60 ของยอดขายในธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) ในประเทศไทย เพิ่มสัดส่วนสินค้า Green Polymers และขยายบริการโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดความผันผวนจากวัฏจักรอุตสาหกรรมในระยะยาว
ปรับพอร์ตการลงทุน (Divestment) ให้สอดคล้องกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุน
3. เอสซีจีพี เดินหน้าสร้างการเติบโตและเพิ่มความสามารถทำกำไร ด้วยการ M&P และขยายธุรกิจ รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร โดยเฉพาะในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและนำเสนอโซลูชันแบบครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังเพิ่มความร่วมมือกับลูกค้าในการพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก
4. เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ เร่งเครื่องเชิงกลยุทธ์ ผลักดันโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้สำเร็จ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของโครงการที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วเต็มศักยภาพ ยกระดับความร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตร พัฒนาโซลูชันที่คุ้มค่า ตอบโจทย์เชิงเทคนิค รวมถึงจัดหาแหล่งเงินทุนที่แข่งขันได้ รองรับการเติบโตยั่งยืน นอกจากนี้ ยังต่อยอด Smart Grid Platform โดยใช้ Generative AI เพิ่มความแม่นยำการคาดการณ์พลังงานหมุนเวียน (RE Forecast) และยกระดับการบำรุงรักษา (Smart Maintenance) รองรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Direct PPA ผ่านการใช้โครงข่ายของบุคคลที่สาม (3RD Party Access) เพื่อเสริมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดในอนาคต ตลอดจนพัฒนา Heat Battery เชิงพาณิชย์ ร่วมกับ Rondo และลูกค้าอุตสาหกรรมชั้นนำ ลดต้นทุนและตอบโจทย์การใช้งานจริงยิ่งขึ้น
“แม้ปี 69 ยังมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและไทย แต่เอสซีจีจะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจ พร้อมสู้ทุกความท้าทาย และหาโอกาสเติบโตใหม่ ๆ มั่นใจว่าเรา “เข้มข้น – เข้มแข็ง – เสริมแกร่ง – เอาอยู่” นายธรรมศักดิ์ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ม.ค. 69)





