
การที่ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแรงราว 3.5% ในวันเดียว ด้วยมูลค่าการซื้อขายทะลุระดับ 1 แสนล้านบาท ไม่ใช่เพียง “เขียว” ตามปกติ แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก เพราะการปรับขึ้นที่มาพร้อมวอลุ่มระดับนี้ มักสะท้อนการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ (Fund flow) ที่เข้ามาพร้อมเงินก้อนใหญ่
มันจึงไม่ใช่แค่การรีบาวด์เชิงเทคนิคระยะสั้น หากเป็นการยืนยันแนวโน้มว่ากระแสเงินเริ่มไหลเข้าตลาดหุ้นไทยจริง ๆ
นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย จำนวน 31,408 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ เป็นผู้ขายสุทธิ 28,149 ล้านบาท
ล่าสุดวันนี้ (9 ก.พ.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 16,535 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาควบคู่กับข้อมูลพื้นฐานล่าสุด ภาพที่เห็นชัดคือ ตลาดหุ้นไทย กำลังอยู่ในช่วง re-rating คือ การยอมให้ราคาหุ้นแพงขึ้น เมื่อเทียบกับกำไรหรือมูลค่าพื้นฐาน ทั้งที่กำไรอาจยังไม่ได้โตแรงในทันที
หลังจากที่ถูกกด valuation มานานเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลก ล่าสุด ดัชนีปรับขึ้นมาเกิน 10% แล้วนับตั้งแต่ต้นปี
ขณะที่ Forward PE ยังอยู่เพียงราว 15.2 เท่า (EPS 89 บาท) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และยังมีบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV < 1) สะท้อนว่าตลาดโดยรวมยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ
ขณะเดียวกัน กำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มฟื้นเป็นวงกว้าง โดยกว่า 370 บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น YoY และในจำนวนนี้ 242 บริษัทโตเกิน 10% ซึ่งเป็นสัญญาณชัดว่า earnings cycle น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
อีกปัจจัยสำคัญคือกระแสเงินต่างชาติที่กลับมาซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองรวมกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
การเคลื่อนไหวลักษณะนี้มักไม่ได้เกิดจากมุมมองระยะสั้น แต่สะท้อนการปรับพอร์ตเชิงกลยุทธ์ โดยนักลงทุนต่างชาติเริ่มมองไทยในฐานะตลาดที่ valuation ถูกเมื่อเทียบกับคุณภาพกำไร ผลตอบแทนเงินปันผล และเสถียรภาพของบริษัทขนาดใหญ่
ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากธีม “หุ้นคุณค่าและหุ้นปันผล” อย่างชัดเจน Dividend yield โดยรวมของตลาดอยู่ราว 4% สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ประมาณ 2.8%
ขณะที่ปี 2568 บริษัทจดทะเบียนจ่ายเงินปันผลรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 6.51 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากปีก่อนหน้า สอดคล้องกับผลตอบแทนของ SETHD Total Return Index ที่ทำได้ถึง 11.32% ในปีเดียว สูงกว่า SET Index อย่างมีนัยสำคัญ
นั่นแปลว่านักลงทุนเริ่มให้ค่ากับกระแสเงินสดและคุณภาพงบดุลมากกว่าการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนในปีที่ผ่านมาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 3.75 หมื่นล้านบาท หลังมีการปรับกฎให้สามารถทำได้ต่อเนื่อง ประกอบกับ การที่กว่า 114 บริษัทซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมสูง เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ล้วนเป็นสัญญาณเชิงบวกด้านธรรมาภิบาลและการดูแลผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญอย่างมาก
เมื่อรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน การปรับขึ้นแรงในวันนี้จึงตีความได้ว่า ตลาดกำลัง price in การฟื้นตัวล่วงหน้าในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า เป็นวันยืนยันแนวโน้มว่ากระแสเงินใหม่เริ่มไหลเข้าไทยอย่างจริงจัง และเป็นการเปลี่ยนโหมดจากช่วงระวังความเสี่ยง ไปสู่ช่วงมองหาโอกาสลงทุน หลังจากตลาดอยู่ในภาวะต่ำกว่ามูลค่าความเป็นจริง (undervalue) มานาน
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่แค่การขึ้นของดัชนีในหนึ่งวัน แต่เป็นสัญญาณว่า sentiment ตลาดกำลังเปลี่ยน และตลาดหุ้นไทยอาจกำลังก้าวเข้าสู่ระยะต้นของรอบฟื้นตัวใหม่ หากแรงซื้อจากสถาบันและต่างชาติยังเดินหน้าต่อเนื่องในลักษณะนี้
ภาพระยะกลางของตลาดจะเริ่มชัดขึ้นมากว่า การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เด้งสั้น ๆ แต่เป็นการปรับมุมมองเชิงโครงสร้างของนักลงทุนต่อหุ้นไทยอีกครั้ง
สำหรับหุ้นที่หนุนดัชนีมากที่สุด 20 อันดับแรก โดยเรียงตามแรงผลักดัชนี จะเห็นว่าแรงซื้อกระจุกอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เป็นหลัก

DELTA ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 220 บาท เพิ่มขึ้น 6.28% เป็นตัวหลักที่ดันดัชนีมากที่สุดในวัน
ตามมาด้วย AOT ที่ 58.25 บาท บวกแรงถึง 9.91% และ GULF ที่ 53.25 บาท เพิ่มขึ้น 7.04% สะท้อนแรงไหลเข้าหุ้นโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอย่างชัดเจน
ADVANC ปิดที่ 374 บาท เพิ่มขึ้น 2.47% ขณะที่ KTB อยู่ที่ 30.25 บาท บวก 6.14% และ TRUE ที่ 12.90 บาท เพิ่มขึ้น 4.88% กลุ่มสื่อสารและธนาคารเริ่มกลับมาเป็นตัวช่วยตลาด CPALL ขยับขึ้นมา 47.50 บาท เพิ่ม 3.26% ส่วน KBANK อยู่ที่ 194 บาท บวก 2.92% และ SCB ที่ 140 บาท เพิ่ม 2.19% สะท้อนการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มค้าปลีกและการเงินพร้อมกัน
THAI ปรับขึ้นแรง 5.30% มาที่ 6.95 บาท ขณะที่ CPAXT อยู่ที่ 16.30 บาท บวก 5.84% และ CRC ที่ 21.50 บาท เพิ่มขึ้น 7.50% แสดงให้เห็นแรงเก็งกำไรและแรงซื้อในกลุ่มท่องเที่ยว-ค้าปลีกยังต่อเนื่อง
BBL ปิดที่ 161 บาท เพิ่ม 2.55% ส่วน MTC เด่นด้วยการพุ่งขึ้น 9.42% มาที่ 37.75 บาท ตามมาด้วย CPN ที่ 62 บาท บวก 2.48% และ PTTEP ที่ 128.50 บาท เพิ่ม 1.18% ซึ่งช่วยเสริมภาพบวกของทั้งกลุ่มการเงิน อสังหา และพลังงาน
BH ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 177 บาท เพิ่ม 4.12% ขณะที่ WHA โดดเด่นที่สุดในกลุ่มด้วยการพุ่ง +10% มาที่ 3.74 บาท OR อยู่ที่ 14.20 บาท เพิ่ม 2.90% และ TTB ปิดที่ 2.02 บาท บวก 2.02%
ภาพรวมของหุ้น 20 ตัวนี้สะท้อนชัดว่าเป็นการขึ้นแบบกระจายตัว และไม่ได้เทน้ำหนักไปที่หุ้น DELTA-ADVANC เพียงอย่างเดียว
โดยมีทั้งหุ้นเทคโนโลยี พลังงาน ธนาคาร ค้าปลีก และโลจิสติกส์ร่วมขับเคลื่อน ซึ่งเป็นลักษณะของวันที่เงินก้อนใหญ่เข้าตลาด ไม่ใช่การรีบาวด์เฉพาะกลุ่ม และตอกย้ำว่าแรงซื้อกระจายตัวในหุ้นแกนหลักของตลาดอย่างแท้จริง
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.พ. 69)





