
นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตคณบดี คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ผู้อำนวยการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา ได้โพสต์ถึงการวิพากษ์การนับคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และปรากฏการณ์ #นับใหม่ทั่วประเทศ โดยในกรณีชลบุรี เขต 1 เมื่อความคลุมเครือบ่อนทำลายอำนาจประชาชน กรณีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ที่ชลบุรี เขต 1 ไม่ใช่ “ดราม่าหลังเลือกตั้ง” หากแต่เป็นสัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง และต่อบทบาทของกกต. ในฐานะผู้พิทักษ์เจตจำนงของประชาชน
นายพิชาย ได้ตั้งข้อสังเกตทั้งหมด 5 ประเด็น ได้แก่
- ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาชนสงสัยมากไปแต่อยู่ที่ “รัฐอธิบายน้อยเกินไป” ตลอดไทม์ไลน์ตั้งแต่ 16.00 น. ถึงหลังเที่ยงคืน สิ่งที่ประชาชนเผชิญไม่ใช่คำชี้แจงเชิงหลักฐาน หากเป็นการเลื่อนการตัดสินใจ และการผลักภาระความชอบธรรมไปยังอนาคต (รอ กกต.ชุดใหญ่) ทั้งที่ข้อเท็จจริงเชิงกายภาพ การปิดผนึกหีบ การยุบรวมหีบ และการพบเอกสารสำคัญในกองขยะ เกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณะ เมื่ออำนาจรัฐไม่สามารถอธิบาย “ความผิดปกติที่มองเห็นได้” ความสงสัยของประชาชนจึงไม่ใช่อารมณ์ แต่เป็น เหตุผลทางการเมือง ที่ชอบธรรม
3 ความผิดปกติ เท่ากับ 1 วิกฤตความชอบธรรม
- ตัวเลขไม่ตรง เท่ากับหลักฐานเชิงกระบวนการ : ความคลาดเคลื่อนของคะแนน ผู้มาใช้สิทธิ และจำนวนบัตร (บัตรเกิน/บัตรหาย) ในหลายหน่วย เป็น trigger ทางกฎหมาย ที่เพียงพอให้สั่งนับใหม่ได้ โดยไม่ต้องรอ “แรงกดดันทางการเมือง”
- หีบไม่รัดสาย เท่ากับการละเมิดระเบียบที่เปิดช่องแทรกแซง: ระเบียบกำหนดชัดว่าต้องปิดหีบด้วยสายรัดหรืออุปกรณ์ทดแทน พร้อมลายมือชื่อ การใช้เทปกาวโดยไร้การลงนาม ทำให้ห่วงโซ่การควบคุมหลักฐาน (chain of custody) ของบัตรเลือกตั้งขาดตอน ความเสียหายเชิงความเชื่อมั่นจึงเกิดขึ้นทันที แม้ยังพิสูจน์การทุจริตไม่ได้
- เอกสาร สส.5/11 ในกองขยะ เท่ากับการล่มสลายของมาตรฐานการเก็บรักษา : การพบเอกสารขีดคะแนนและบัญชีผู้มีสิทธิในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่คือการทำให้หลักฐานการเลือกตั้งหลุดพ้นจากการกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งเข้าข่าย “เหตุอันควรเชื่อได้” ตามกฎหมายว่าการนับคะแนนอาจไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม
กกต. เลือกปกป้องขั้นตอนมากกว่าปกป้องอำนาจประชาชน
คำอธิบายว่า “นับตอนนี้ไม่ได้ ต้องรอคำสั่งส่วนกลาง” อาจถูกต้องในทางขั้นตอน แต่ล้มเหลวในทางการเมืองประชาธิปไตย เพราะขั้นตอนมีไว้รับใช้ความชอบธรรม ไม่ใช่ใช้บังความคลุมเครือ เมื่อความผิดปกติปรากฏต่อสาธารณะ การไม่ใช้ดุลพินิจเชิงรุก คือการปล่อยให้ความไม่ไว้วางใจขยายตัว การเปรียบเทียบกับกรณีปทุมธานี ยิ่งตอกย้ำ ความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้ดุลพินิจ
บทบาทของภาคประชาชน: ผู้เฝ้าระวังประชาธิปไตยตัวจริง
การที่ประชาชนรวมตัว ตรวจสอบ ซักถาม และอ้างอิงข้อกฎหมาย สะท้อนความจริงสำคัญว่า ประชาธิปไตยไทยยังไม่ล่ม เพราะประชาชนยังไม่ยอมปล่อยให้มันถูกทำให้พร่าเลือน การตะโกนโห่ร้องไม่ใช่การปฏิเสธกฎหมาย แต่คือการปฏิเสธการใช้อำนาจโดยไม่อธิบาย
นับใหม่ไม่ใช่ภัยต่อประชาธิปไตย การไม่กล้านับใหม่ต่างหากที่เป็นภัย
กฎหมายเปิดช่องชัด (มาตรา 124 และระเบียบข้อ 233) ให้สั่งนับใหม่ได้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย กรณีชลบุรี เขต 1 จึงไม่ใช่คำขอเกินเลย แต่เป็นบททดสอบความกล้าหาญของสถาบันอิสระ หากนับใหม่แล้วผลเดิม ความชอบธรรมยิ่งแข็งแรง หากไม่นับใหม่ทั้งที่มีเหตุ ความเชื่อมั่นต่อทั้งระบบจะร้าวลึก
ดังนั้น บทสรุปปรากฏการณ์ #นับใหม่ทั่วประเทศ ไม่ได้สะท้อน “ความวุ่นวายของประชาชน” หากสะท้อนความเปราะบางของสถาบันที่ควรเป็นหลักค้ำประชาธิปไตยในระบอบที่อำนาจเป็นของประชาชน ความโปร่งใสต้องมาก่อนความสะดวก และความชัดเจนต้องมาก่อนการอ้างขั้นตอน
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่ “จะนับใหม่ได้หรือไม่” แต่คือ “เราจะยอมให้ความคลุมเครือกลายเป็นบรรทัดฐานของการเลือกตั้งไทยหรือไม่”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)





