
บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 69 เข้าสู่โซน “Improving” หรือกำลังปรับตัวดีขึ้น หลังเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก (Fund Flow) เริ่มเปลี่ยนทิศ ไหลออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียและไทย พร้อมปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีเป็น 1,510 จุด แนะกลยุทธ์ดักเก็บหุ้นกำไรแกร่งและปันผลสูงกว่า 3%
ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 69 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนที่ชัดเจน โดยตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายจากความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI และความไม่คุ้มทุนในการลงทุนมหาศาล ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ และ S&P500 ปรับตัวลดลง ในขณะที่เม็ดเงินดังกล่าวไหลเข้าสู่ “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Zone) และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นกว่า 10% (MTD) สวนทางตลาดโลก
ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย (SET Index) สู่เป้าหมาย 1,510 จุด ฝ่ายวิจัยฯ ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย SET Index ปี 69 ขึ้นเป็น 1,510 จุด (จากเดิม 1,440 จุด) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการ ได้แก่:
1. กระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow): ปรากฏการณ์ De-dollarization ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและเงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ มายังเอเชีย
2. ดอกเบี้ยนโยบายเอื้ออำนวย: การที่ไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ถือเป็นระดับที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น (ตามสถิติในอดีต เมื่อดอกเบี้ยนิ่งและต่ำ ตลาดมักตอบรับเชิงบวก)
3. กำไรบริษัทจดทะเบียนดีเกินคาด (Earnings Surprise): กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เฉลี่ย 5% หรือคิดเป็นส่วนเพิ่มของ EPS ประมาณ 1.25 บาทต่อไตรมาส
4. Valuation น่าสนใจ: การปรับลดค่า Market Earning Yield Gap (MEYG) ลงมาอยู่ที่ 4.7% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงที่ต่างชาติซื้อสุทธิหนักๆ ในปี 59 และ 65 สะท้อนว่าดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก
กลยุทธ์การลงทุน: เฟ้นหาหุ้นแกร่ง ปันผลเกิน 3% สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกหุ้นที่คาดการณ์กำไรปี 2026 เติบโต และให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่า 3% โดยมีหุ้นเด่นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้:
– กลุ่มอสังหาริมทรัพย์: SC, AP
– กลุ่มอาหารและส่งออก: ITC, CBG
– กลุ่มพาณิชย์และบริการ: COM7, CPALL, BDMS
– กลุ่มพลังงาน/นิคมอุตสาหกรรม: GUNKUL, BCPG, OR
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)





