ดาวโจนส์ปิดบวก 370.44 จุด นลท.ช้อนซื้อหุ้นเทคฯ หลังคลายกังวล AI

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (24 ก.พ.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

  • ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,174.50 จุด เพิ่มขึ้น 370.44 จุด หรือ +0.76%
  • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,890.07 จุด เพิ่มขึ้น 52.32 จุด หรือ +0.77% และ
  • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,863.68 จุด เพิ่มขึ้น 236.41 จุด หรือ +1.04%

 

ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีดีดตัวขึ้น โดยหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และการบริการด้านซอฟต์แวร์ในดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น 1.3% ซึ่งฟื้นตัวหลังจากถูกเทขายอย่างหนักก่อนหน้านี้ อันเนื่องมาจากความกังวลว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI จะส่งผลให้ธุรกิจในหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจซอฟต์แวร์

รายงานระบุว่า Anthropic บริษัทสตาร์ตอัปด้าน AI ประกาศเปิดตัวปลั๊กอินรุ่นใหม่หลายตัวที่มุ่งเป้าไปที่งานด้านต่าง ๆ เช่น วานิชธนกิจและทรัพยากรบุคคล โดยปลั๊กอินรุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนาร่วมกับพันธมิตร เช่น Thomson Reuters, Salesforce และ FactSet ทั้งนี้ การเปิดตัวปลั๊กอินดังกล่าว มีขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ Anthropic ได้เปิดตัวฟีเจอร์ AI ที่ชื่อ “Claude Cowork” ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการเทขายหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม

ข่าวการเปิดตัวปลั๊กอินรุ่นใหม่ล่าสุดของ Anthropic เป็นปัจจัยหนุนหุ้น FactSet พุ่งขึ้น 5.9% ขณะที่หุ้น Thomson Reuters ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ทะยานขึ้น 11.5% ส่วน Salesforce พุ่งขึ้น 4.1% ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในดัชนีดาวโจนส์

นักวิเคราะห์จากบริษัท Keator Group ให้ความเห็นว่า เราอยู่ในช่วงเวลาที่ตลาดเผชิญกับความไม่แน่นอน ในวันนี้เราเห็นการเข้าช้อนซื้อหุ้นที่ร่วงลงเมื่อวันก่อน และคาดว่าเราจะเห็นการเคลื่อนไหวแบบวันต่อวัน แต่โดยรวมแล้วเรายังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมากในแง่ที่ว่า AI จะเข้ามาช่วยเสริมสร้างหรือส่งผลกระทบเชิงลบต่อบริษัทเหล่านี้อย่างไร

ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัท Dakota Wealth มองว่า แม้ Anthropic เปิดตัวเครื่องมือ AI รุ่นใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องและระบุว่าสามารถทำสารพัดสิ่งได้อย่างน่าทึ่ง แต่เรื่องนี้ยังอยู่แค่ในช่วงเริ่มต้น และการยอมรับซึ่งรวมถึงการประยุกต์ใช้เครื่องมือเหล่านี้ อาจยังคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควร

ทางด้านเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบของ AI โดยลิซา คุก ผู้ว่าการเฟดกล่าวว่า เทคโนโลยี AI อาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน โดยทำให้อัตราว่างงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟดอีกคนหนึ่งกล่าวว่า เขาไม่คาดว่า AI จะเข้ามาขัดขวางตลาดแรงงาน

หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยพุ่งขึ้น 1.58% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 1.23% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกลุ่มพลังงาน ปรับตัวลง 0.53% และ 0.1% ตามลำดับ

หุ้นกลุ่มสายการบิน และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว/สันทนาการในดัชนี S&P500 ดีดตัวขึ้น 2.9% ซึ่งฟื้นตัวหลังจากที่ร่วงลงอย่างหนักในวันจันทร์ อันเนื่องมาจากพายุฤดูหนาวที่ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ กลายเป็นอัมพาต

หุ้น Home Depot ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 2% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรและรายได้ที่สูงเกินคาดในไตรมาส 4/2568 และคงตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการรายปี

หุ้น Advanced Micro Devices (AMD) พุ่งขึ้น 8.8% ขณะที่หุ้น Meta Platforms ปรับตัวขึ้น 0.3% หลังจาก AMD ประกาศว่าจะขายชิป AI มูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับ Meta Platforms ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ภายใต้ข้อตกลงที่จะเปิดทางให้ Meta Platforms เข้าซื้อหุ้นใน AMD ได้มากถึง 10%

นักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์ โดยมีคำวินิจฉัยว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดมาตรการภาษีโดยอาศัยกฎหมายที่สงวนไว้สำหรับภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ส่งผลให้ปธน.ทรัมป์แสดงความไม่พอใจ และประกาศเรียกเก็บภาษีจากประเทศทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 10% ก่อนที่จะประกาศในเวลาต่อมาว่าภาษีดังกล่าวอาจเพิ่มเป็น 15% โดยไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่แน่ชัด

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)