ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก รับแรงซื้อหุ้นชิป-ยานยนต์

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันอังคาร (24 ก.พ.) ท่ามกลางบรรยากาศการฟื้นตัวของตลาดการเงินทั่วโลก โดยได้แรงหนุนจากแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดวอลล์สตรีท อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หลังจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ถูกศาลตีตกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

  • ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 629.14 จุด เพิ่มขึ้น 1.44 จุด หรือ +0.23%
  • ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,519.21 จุด เพิ่มขึ้น 22.04 จุด หรือ +0.26%
  • ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,986.25 จุด ลดลง 5.72 จุด หรือ -0.02% และ
  • ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,680.59 จุด ลดลง 4.15 จุด หรือ -0.04%
  • ดัชนี STOXX 600 พลิกกลับจากแดนลบในช่วงต้นตลาด ก่อนปิดบวก 0.2% ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อวันศุกร์

 

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะพื้นฐานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 1.5% หลังราคาทองแดงแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ ขณะที่หุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นและสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้นตามมา

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับชิปปรับตัวขึ้น หลังจากบริษัท Advanced Micro Devices หรือ AMD บรรลุข้อตกลงกับ Meta Platforms ในการจำหน่ายชิป AI มูลค่าสูงสุด 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งความร่วมมือระหว่างบริษัทซอฟต์แวร์หลายแห่งกับแล็บ AI อย่าง Anthropic เพื่อพัฒนาเครื่องมือใหม่ ๆ ได้ช่วยกระตุ้นความสนใจในภาคส่วนนี้อีกครั้ง

ในยุโรป หุ้น ASML และ Infineon ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ขณะที่ดัชนีกลุ่มชิปโดยรวมปรับตัวขึ้น 0.7%

หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี STOXX 600 ปิดในแดนบวก แม้ว่าหุ้นกลุ่มการเงินและสื่อจะปรับตัวลง

หุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง 1.3% ท่ามกลางความกังวลรอบใหม่ว่า โมเดล AI รุ่นใหม่อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจแบบดั้งเดิม ขณะที่หุ้นกลุ่มบริการทางการเงินลดลง 0.3%

ความไม่แน่นอนด้านการค้ายังคงกดดันตลาด หลังอัตราภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมใหม่ของทรัมป์มีผลบังคับใช้ ภายหลังมาตรการภาษีเดิมถูกวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ อัตราภาษีใหม่นี้ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าที่ทำไว้เมื่อปีที่แล้ว โดยเมื่อวันจันทร์รัฐสภายุโรปได้เลื่อนการลงมติข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เป็นครั้งที่สอง

แม้อุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับตาเรื่องผลกระทบจากภาษีนำเข้า แต่หุ้นกลุ่มยานยนต์โดยรวมกลับพุ่งขึ้น 1.9% โดยหุ้น Forvia พุ่งขึ้น 2.8% หลังผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายนี้คาดการณ์อัตรากำไรจากการดำเนินงานในปี 2569 จะอยู่ที่ 6% ถึง 6.5%

หุ้น Edenred ของฝรั่งเศสเป็นอีกหนึ่งตัวที่ปรับตัวแข็งแกร่ง โดยพุ่งขึ้น 3.9% หลังรายงานกำไรหลักปี 2568 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยได้แรงหนุนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและผลบวกเบื้องต้นจากแผนลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ในทางตรงกันข้าม หุ้น Unite Group ร่วงลงกว่า 14% หลังผู้ให้บริการที่พักนักศึกษารายใหญ่ที่สุดของอังกฤษเปิดเผยว่า รายได้ทั้งปีอาจลดลงสูงสุด 13% ในปี 2569

ขณะที่หุ้น MTU Aero Engines ร่วงลง 6% หลังคาดการณ์ผลประกอบการปี 2569 โดยรวมสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ขณะเดียวกันบริษัทยังคงรับมือกับผลกระทบจากคำเตือนเมื่อปีที่แล้วของพันธมิตรอย่าง Pratt & Whitney เกี่ยวกับปัญหาชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่มีข้อบกพร่อง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)