
เมื่อวานนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่น่าสนใจของตลาดหุ้นไทย เพราะ SET Index สามารถปิดบวกได้โดยแทบไม่ได้อาศัยแรงพยุงจาก DELTA ซึ่งในหลายช่วงที่ผ่านมา มักถูกมองว่าเป็น “ตัวแบกดัชนี” ของตลาด ภาพที่เกิดขึ้นรอบนี้จึงสะท้อนบางอย่างที่ลึกไปกว่าตัวเลขดัชนีเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่เห็นชัดคือ โครงสร้างของแรงซื้อเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่มักกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว วันนี้ตลาดกลับขยับขึ้นจากแรงซื้อที่กระจายตัวในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งสื่อสาร พลังงาน ธนาคาร ไปจนถึงหุ้นขนาดกลางบางตัวที่ปรับขึ้นแรง สะท้อนว่ามีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามาในวงกว้างมากขึ้น
ภาพแบบนี้แตกต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะที่ผ่านมา การที่ดัชนีขยับขึ้นมักต้องพึ่งหุ้นรายตัว โดยเฉพาะ DELTA เป็นหลัก แต่รอบนี้ แม้ DELTA จะอ่อนตัวลงเล็กน้อย SET ก็ยังยืนแดนบวกได้ แปลว่าการขึ้นของตลาดเกิดจากแรงซื้อหุ้นแบบกระจายตัว มากกว่าการถูกดันด้วยหุ้นตัวเดียว ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงคุณภาพที่ค่อนข้างดี
ในเชิงจิตวิทยาตลาด การที่ SET สามารถบวกได้โดยไม่ต้องพึ่งหุ้นตัวหลัก ยังช่วยลดความเปราะบางของดัชนี เพราะหมายความว่าความเคลื่อนไหวของตลาดเริ่มสะท้อนมุมมองของนักลงทุนในภาพรวม มากกว่าการขึ้นลงตามหุ้นเพียงไม่กี่ตัว และหากเป็นลักษณะนี้ต่อเนื่องไปอีกสักระยะ โครงสร้างตลาดจะเริ่มแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ แม้สถาบันในประเทศและรายย่อยกำลังขายหุ้นออกมาอย่างหนัก จนเกิดคำถามตามมาว่า พวกเขารู้อะไรที่นักลงทุนต่างชาติไม่รู้หรือเปล่า!?
แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าฝั่งในประเทศอาจกังวลต่อรัฐบาลใหม่มากกว่านักลงทุนต่างชาติ แต่หากมองตามข้อมูลและพฤติกรรมที่ผ่านมา การขายรอบนี้น่าจะถูกขับเคลื่อนจากการถูกบีบในเรื่องของ “โครงสร้างกระแสเงิน” และ “การทำกำไร” มากกว่าจะเป็นเรื่องอินไซด์ใด ๆ
อย่าลืมว่าในปี 2025 รายย่อยในประเทศซื้อสะสมสุทธิกว่า 1.58 แสนล้านบาท ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของตลาดน่าจะอยู่แถว SET 1,230 จุด
ขณะที่วันนี้ดัชนีขยับขึ้นมาอยู่ในช่วง 1,400-1,500 จุด นั่นหมายถึงกำไรในมือประมาณ 14-22% แล้ว เมื่อประกอบกับความไม่แน่นอนของผลเลือกตั้ง และการที่ตลาดยังขาดปัจจัยบวกใหม่ ๆ จนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่อย่างเป็นทางการ การตัดสินใจล็อกกำไรในจังหวะนี้จึงเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้เต็ม ๆ
ด้านฝั่งสถาบันในประเทศก็มีบริบทคล้ายกัน ข้อมูลย้อนหลังชี้ว่าสถาบันขายสุทธิในปี 2025 ราว 3.79 หมื่นล้านบาท ทั้งที่เคยเป็นผู้ซื้อสุทธิในปี 2024 แถวระดับ 1,400 จุด แรงขายรอบนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเชื่อมโยงกับการไถ่ถอน LTF ที่ครบกำหนด มากกว่าจะเป็นการปรับมุมมองเชิงลบต่อตลาด
สำหรับผู้ที่ลงทุน LTF ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2016 และไม่ได้แปลงเป็น ESGx ในปีก่อน จะมี LTF ประมาณหนึ่งในสามที่เข้าสู่สถานะ “พ้นทุนและมีกำไรแล้ว” ทำให้หลายคนเริ่มมองหาจังหวะขาย และต่อให้ผู้จัดการกองทุนบางรายอยากถือยาว หรือมองว่าตลาดยังไปต่อได้ กระบวนการไถ่ถอนก็ทำให้ต้องขายหุ้นออกมาอยู่ดี
เมื่อเอาทุกภาพมาประกอบกัน จะเห็นว่าแรงขายจากฝั่งในประเทศรอบนี้ไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงลับ ๆ แต่เป็นผลลัพธ์ของตัวเลข กำไร และแรงจูงใจตามธรรมชาติของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะหลัง SET ปรับขึ้นแรงในช่วงสั้น ๆ
ขณะเดียวกัน หากมุมมองที่ว่านักลงทุนต่างชาติกำลังทยอยปรับน้ำหนักกลับสู่ระดับ neutral เป็นจริง และยังมีโอกาสเห็นเงินไหลเข้าเพิ่มเติมอีกราว 4-5 หมื่นล้านบาท เม็ดเงินฝั่งนี้ก็อาจเข้ามาช่วยดูดซับแรงขายจากในประเทศได้พอสมควร
สำหรับตัวอย่าง การปรับตัวบวกของ SET INDEX เมื่อวานนี้จ่อ 1,500 จุด จึงไม่ใช่แค่วันที่ดัชนีปิดบวกธรรมดา แต่เป็นวันที่สะท้อนว่าแรงซื้อเริ่ม “กระจายตัวมากขึ้น” ตลาดเริ่มขับเคลื่อนด้วยหุ้นหลายกลุ่มพร้อมกัน และหากกระแสเงินจากต่างชาติยังเดินหน้าต่อ โอกาสที่จะปรับตัวขึ้นมีความเป็นไปได้สูง
ยิ่งแรงขายฝั่งในประเทศค่อย ๆ เบาบางลง SET ก็มีโอกาสแกว่งตัวทรง ๆ แถวบริเวณ 1,500 จุดไปอีกระยะ ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงกว่าเดิม
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)





