CONSENSUS: BDMS พื้นฐานแกร่ง กำไรโตต่อ แม้สะดุดสงครามตอ.กลาง แต่ Q2 คาดผู้ป่วยต่างชาติฟื้น

โบรกฯ ประสานเสียงแนะนำ “ซื้อ” บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ [BDMS] มองราคาหุ้นย่อตัวจากความกังวลสงครามตะวันออกกลางเป็นโอกาสสะสม ชูพื้นฐานแกร่ง-ปันผลจูงใจ แม้ไตรมาส 1/69 อาจทรงตัวจากฐานสูงและผลกระทบช่วงรอมฎอน แต่คาดกำไรทั้งปี 69 โตต่อเนื่อง จากคาดการณ์รายได้เติบโตของทั้งกลุ่มคนไข้ไทยและต่างชาติ โดยคาดว่ากลุ่มคนไข้ต่างชาติจะสามารถเติบโตได้ดีต่อเนื่อง และกลุ่มประกันที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น

ราคาหุ้น BDMS ล่าสุดอยู่ที่ 18.90 บาท ลดลง 0.30 บาท (-1.56%) ขณะที่ดัชนี SET -4.33% (เวลา 10.30 น.)

นายถกล บรรจงรักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์ บริษัทให้แนวโน้มในไตรมาส 1/69 โดยในเดือน ม.ค. คนไข้ไทยทรงตัว แต่ต่างชาติเติบโต 2% โดยเฉพาะคนไข้ยุโรป และตะวันออกกลาง ขณะที่เดือน ก.พ. มีความกังวลจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง รวมถึงเทศกาลรอมฎอน ทำให้คนไข้ตะวันออกกลางมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งสัดส่วนคนไข้ตะวันออกกลางประมาณ 14% ของคนไข้ต่างชาติ หรือ 4% ของรายได้ รวมมีผลให้แนวโน้มไตรมาส 1/69 ทรงตัวหรือชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะที่ทั้งปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 2-4% รวมผลกระทบจากตะวันออกกลางแล้ว โดยภาพรวมทั้งปีเรามองกำไรของ BDMS ยังเติบโต 5% YoY มาที่ 16,929 ล้านบาท โดยอาจชะลอตัวลงในไตรมาส 1/69 แต่หลังจากไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป เรามองว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จากกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนและยุโรป การขยายบริการเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจ Wellness สอดคล้องกับการเติบโตของสังคมผู้สูงวัย และการเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ และสำหรับรายการเคลมเงินประกันน้ำท่วมที่สาขาหาดใหญ่ บริษัทคาดว่าจะเคลมได้ทั้งหมดภายในปีนี้

โดยราคาหุ้น BDMS ที่ปรับตัวลงมาจากความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลาง เป็นจังหวะในการเข้าลงทุน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมายที่ 25.60 บาท ณ ปัจจุบันยังมีปันผลครึ่งปีหลังที่ 0.65 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD 10 มี.ค.

 

ขณะที่ บล.ทรีนีตี้ ยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BDMS ที่ราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 29.20 บาท โดยประเมินรายได้และกำไรปี 69 ยังคงแข็งแกร่ง เติบโตทั้งคนไข้ไทยและต่างชาติ และยังสามารถรักษาอัตราการทำกำไรได้ดี

BDMS ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้รวมในปี 69 อยู่ที่ 2-4% โดยคาดการณ์การเติบโตจากกลุ่มคนไข้ไทย 1-3% และ คนไข้ต่างชาติ 5-7% และ EBITDA Margin ที่ประมาณ 24% เน้นการเพิ่ม Asset Utilization ใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้คุ้มค่า แทนการเพิ่มจำนวนเตียงใหม่ในระยะสั้น เนื่องจากอัตราการครองเตียงปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 65% และตั้งเป้าหมายที่ 75%

บริษัทบริหารต้นทุน โดยเน้นการใช้ยา House Brand ช่วยรักษา Margin และใช้ AI ช่วยลดภาระงานและบริหารจัดการบุคลากรข้ามกลุ่มโรงพยาบาลเพื่อคุมค่าใช้จ่ายด้าน OT

แนวโน้มไตรมาส 1/69 อาจไม่โดดเด่นเนื่องจากฐานปีที่แล้วค่อนข้างสูง ประกอบกับ ผลกระทบจากช่วงรอมฎอนที่คนไข้ตะวันออกกลางจะเดินทางมาน้อยลง และสถานการณ์โรคระบาดลดลง ทั้งนี้ กลุ่มคนไข้ตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของรายได้รวม หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบ แต่บริษัทมีมาตรการรองรับเพื่อกระตุ้นตลาดอื่นชดเชย และเนื่องจากช่วงนี้ยังคงเป็นช่วงรอมฎอน จึงยังไม่เห็นผลกระทบมาก ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นคาดว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนน้อย เนื่องจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันของบริษัทต่ำมาก

บริษัทมองว่าระบบ Co-Payment ในระยะยาวจะเป็นผลบวก เนื่องจากจะทำให้ค่าเบี้ยประกันถูกลง ส่งผลให้คนตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพได้ง่ายขึ้น และขยายฐานผู้ใช้บริการในตลาดให้กว้างกว่าเดิม และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มประกันจาก 38% เป็น 40%

ดังนั้น ยังคงคาดการณ์กำไรปี 69 ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 6% YoY จากคาดการณ์รายได้ที่เติบโตของทั้งกลุ่มคนไข้ไทยและต่างชาติ โดยคาดว่ากลุ่มคนไข้ต่างชาติจะสามารถเติบโตได้ดีต่อเนื่อง และคาดการเติบโตมาจากกลุ่มประกันที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้น

 

ด้าน บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ผู้บริหารมีมุมมองเชิงระมัดระวังมากขึ้นต่อแนวโน้มปี 69 โดยตั้งเป้ารายได้โรงพยาบาลเติบโตเพียง 2-4% YoY ตามเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแรงและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยยังคาดหวังการเติบโตจากผู้ป่วยต่างชาติ +5 ถึง 7% YoY โดยเฉพาะเมียนมา, สหรัฐฯ และกลุ่ม EXPAT ขณะที่ผู้ป่วยไทยคาดเติบโต 1-3% YoY ด้าน EBITDA Margin อยู่ใกล้ระดับเดิมที่ 24% โดยปีนี้เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน, การบริหารสินทรัพย์, การจัดการซัพพลายเชน ตลอดจนการนำ AI มาช่วยยกระดับการวินิจฉัยมากขึ้น

ความขัดแย้งในอิหร่านยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน เนื่องจากอยู่ในช่วงรอมฎอนและผู้ป่วยตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียง 4% ของรายได้โรงพยาบาล อีกทั้งยังไม่พบการยกเลิกจองจากยุโรป–ตะวันออกกลาง หากสถานการณ์คลี่คลายภายในเดือน มี.ค. คาดว่าผลกระทบจะมีจำกัด แต่หากยืดเยื้อเกินเดือน มี.ค. ออกไป ทุก 15 วันจะส่งผลต่อรายได้ 100–150 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้บริหารยังไม่รวมในเป้ารายได้ เพราะประเมินว่าโอกาสยืดเยื้อยาวมีไม่มาก

เพื่อสะท้อนมุมมองดังกล่าว ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 69 ลง 6% เหลือ 16,555 ล้านบาท (เติบโต 4.5% YoY) ภายใต้สมมติฐานรายได้โรงพยาบาลที่ 110,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% YoY ซึ่งยังอยู่ในกรอบคาดการณ์ของผู้บริหารที่ประเมินว่ารายได้ทั้งปีจะขยายตัวเพียง 2-4% YoY

สำหรับไตรมาส 1/69 คาดกำไรปกติจะทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อย YoY สอดคล้องกับรายได้เดือน ม.ค. ที่ขยายตัวเพียง 2% YoY แม้ได้แรงหนุนจากผู้ป่วยต่างชาติ แต่ผู้ป่วยไทยยังทรงตัวจากเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ประกอบกับฐานโรคระบาดเดือน ก.พ. ที่สูงในปีก่อน และฝุ่น PM 2.5 ที่ลดลง นอกจากนี้ช่วงเดือนรอมฎอนและความตึงเครียดในอิหร่านอาจส่งผลกระทบต่อความสะดวกในการเดินทางของผู้ป่วยต่างชาติ อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับผลประกอบการ QoQ คาดกำไรฟื้นตัวจากฐาน ไตรมาส 4/68 ที่ต่ำ และการบริหารต้นทุนที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยพยุงความสามารถในการทำกำไรให้ดีขึ้นได้

ฝ่ายวิจัยปรับราคาเหมาะสมปี 69 อิง DCF ใหม่ อยู่ที่ 24.00 บาท โดยยังมี Upside สูง 23% จากราคาหุ้นปัจจุบัน ซึ่งถูกกดดันจากบรรยากาศการลงทุนที่กังวลต่อความเสี่ยงสงครามอิหร่าน คงคำแนะนำ “ซื้อ”

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 มี.ค. 69)